วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551

บทที่ ๒ เอกสาร งานวิจัย เวทีระดมความคิดเห็น


บทที่ ๒
เอกสาร งานวิจัย เวทีระดมความคิดเห็น

ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร งานวิจัย และเวทีระดมความคิดเห็น ซึ่งมีความสัมพันธ์กันถึงแนวทางการดำเนินการขบวนการการมีส่วนร่วม และได้เสนอตามหัวข้อต่อไปนี้

ความหมายซากดึกดำบรรพ์ฟอสซิลหอยขม 13 ล้านปี อำเภอ แม่เมาะ
1. เหมืองแม่เมาะไม่ได้มีแค่สุสานหอย
2. ความสำคัญและประโยชน์สาธารณะของแหล่งซากฟอสซิลหอยขม 13 ล้านปี อำเภอ แม่เมาะ
3. ความเห็นต่าง ซากดึกดำบรรพ์ เศรฐกิจชาติ
4. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์

ความหมายซากดึกดำบรรพ์ฟอสซิลหอยขม 13 ล้านปี อำเภอ แม่เมาะ

ซากดึกดำบรรพ์ฟอสซิลหอยขม 13 ล้านปี อำเภอ แม่เมาะ พบในพื้นที่ประทานบัตรเลขที่ 24349/15341 โดยพบการวางตัวแทรกระหว่างถ่านหินสองชั้น จัดอยู่ในวงศ์ Viviparidae มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า Mud Snail เป็นหอยน้ำจืด อาศัยอยู่บนพื้นดินโคลน กินอาหาร จำพวกสาหร่าย ตะไคร่ แพลงตอน สัตว์น้ำเล็กๆ และจอกแหนในหนองบึง เติบโตและออกลูกสืบพันธ์ได้ทุกฤดูการ หอยวงค์นี้ได้เริ่มปรากฏในสายวิวัฒนาการมาตั้งแต่ยุคจุลสิก (200ล้านปี) และดำรงเผ่าพันธุ์มาจนถึงปัจจุบัน
การศึกษาระบุได้ว่า ช่วงเวลาเมื่อ 13 ล้านปีก่อน บริเวณแอ่งแม่เมาะเป็นแอ่งทะเลสาบน้ำจืด อยู่ในภูมิอากาศเขตร้อน ชายฝั่งมีต้นกกขึ้นอยู่มากในลักษณะของป่าพรุ หอยขมอยู่ตามชายผั่งทะเล การล้มตายตามธรรมชาติรุ่นแล้วรุ่นเล้า ก่อให้เกิดการสะสมตัวของซากเปลือกหอยเป็นชั้น ๆอย่างต่อเนื่องจนทำให้ชั้นเปลือกหอยหนา




แหล่งซากหอยขมดึกดำบรรพ์ที่พบมีอาณาเขตประมาณ 40 ไร่มีความหนาของชั้นหอยตั้งแต่ 3-12 เมตร โดยชั้นหอยขมจะประกอบไปด้วยหอยขมสกุล Bellamya ล้วนๆ เป็นชั้นที่สลับกันระหว่างชั้นของตัวเปลือกหอยที่สมบูรณ์ สีเทา แดง ดำ น้ำดาล กับชั้นของเปลือกหอยที่แตดหัก สี ขาว แดง และดำ

คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าซากฟอสซิลสุสานหอยน้ำจืดอายุ 13 ล้านปีที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง เป็น "โบราณวัตถุ" ตามนิยามของ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เนื่องจากเป็นของโบราณที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ธรรมชาติและประวัติศาสตร์โลก คำวินิจฉัยดังกล่าวหลังจากคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) คณะที่ 6 (ฝ่ายสังคม) ได้มอบหมายให้กรมศิลปากรขอหารือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความหมายของนิยามคำว่า "โบราณวัถตุ" ตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุฯจะครอบคลุมถึงซากฟอสซิลหรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 8 ได้พิจารณาปัญหาข้อหารือของกรมศิลปากร และรับฟังคำชี้แจงจากผู้แทนกรมศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากร กรมทรัพยากรธรณี สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมาคมโบราณคดีแห่งประเทศไทย และนักวิชาการอิสระด้านโบราณคดี(นายศรีศักร วัลลิโภดม) แล้ว คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 8 เห็นว่าซากฟอสซิลไม่มีประโยชน์ในทางศิลปแต่อย่างใด และไม่เป็นประโยชน์แก่การศึกษาทางโบราณคดี เพราะไม่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของมนุษย์แต่อย่างใด เว้นแต่ซากฟอสซิลนั้นมีความเชื่อมโยงกับมนุษยชาติ เช่น เป็นซากฟอสซิลของเอพ(ape) ที่มีเค้าโครงว่าเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ ส่วนด้านประวัติศาสตร์นั้น เห็นว่าวิชาประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ศึกษาครอบคลุมเรื่องราวในอดีต ไม่ได้จำกัดแต่เพียงเรื่องราวของมนุษยชาติเท่านั้น หากแต่รวมถึงประวัติศาสตร์ธรรมชาติ หรือประวัติศาสตร์โลกด้วย เมื่อซากฟอสซิลเป็นประโยชน์ในการศึกษาถึงความเป็นมาของสิ่งแวดล้อมและดินแดนที่เกี่ยวข้อง ซากฟอสซิลจึงเป็นประโยชน์ในการศึกษาประวัติศาสตร์ธรรมชาติและประวัติศาสตร์โลกโดยตรง เมื่อพิจารณาความเห็นทางวิชาการโดยสรุปแล้ว จึงเห็นได้ว่าซากฟอสซิลเป็น "โบราณวัตถุ" ตามความหมายที่กำหนดไว้ในบทนิยามของ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุฯ คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 8 ยังมีความเห็นเพิ่มเติมว่า แม้กฎหมายจะหมายความรวมถึงซากฟอสซิล หากจะได้มีการปรับปรุงบทนิยามคำว่า "โบราณวัตถุ" เสียใหม่ให้ชัดเจน หรือมีกฎหมายคุ้มครองซากฟอสซิลขึ้นเป็นการเฉพาะ ก็น่าจะเป็นประโยชน์แก่การคุ้มครองและสงวนรักษาสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของชาติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อนึ่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ขุดพบที่เหมืองแม่เมาะจังหวัดลำปาง ในเขตของการขุดเหมืองลิกไนต์ ทางด้านทิศใต้ ตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายน 2546 และได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานแร่ประจำท้องที่จังหวัดลำปาง
เหมืองแม่เมาะไม่ได้มีแค่สุสานหอย

จากสภาพธรณีวิทยาของเหมืองแม่เมาะ เป็นแอ่งหนองน้ำจืดขนาดใหญ่ ตั้งแต่สมัยไมโอซีนราว 16-13 ล้านปีก่อน มีการค้นพบฟอสซิลครั้งสำคัญที่แม่เมาะ จนตั้งชื่อเป็นภาษาไทย คือการพบฟอสซิล "นากสยาม" หรือ สยามมอเกล ไทยแลนดิคัส (Siamogale Thailandicus Ginsurg) ในปี 2526 พบฟอสซิล "กวางสเตฟาโนเซอมัส รุจา" เมื่อปี 2547 และยังพบฟอสซิลตะพาบดึกดำบรรพ์
ล่าสุดเมื่อ 26 ก.พ.51 มีการเปิดเผยโดย ดร. เยาวลักษณ์ ชัยมณี นักธรณีวิทยา8 สำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ได้ค้นพบชิ้นส่วนฟัน จำนวน 4 ซี่ จากชั้นถ่านหินในเหมืองถ่านหิน
แม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เมื่อปี พ. ศ. 2543 ผลการศึกษาวิจัยพบว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
จำพวกสัตว์กินเนื้อชนิดและสกุลใหม่ของโลก ชื่อ แม่เมาะซิออน โพธิสัตย์ติ (Maemohcyon potisati) ซึ่งจัดอยู่ในจำพวกสัตว์กินเนื้อที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างสุนัขและหมี ดูคล้ายสุนัขขนาดใหญ่หรือหมีขนาดเล็ก อายุประมาณ 13 ล้านปี และนอกจากนี้ ทีมสำรวจของเธอค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์กลุ่มไพรเมตจมูกเปียก หรือสเตรปสิรีน วงศ์ศิวะอะเดปิดที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก
ดร.เยาวลักษณ์เผยว่า ซากดึกดำบรรพ์ที่พบประกอบด้วยกรามล่างจำนวน 4 กราม จุดสำคัญคือการค้นพบฟันกรามน้อยหนึ่งซี่ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าฟันกรามน้อยของไพรเมตกลุ่มอื่นๆ อันเป็นลักษณะเฉพาะของวงศ์ศิวะอะเดปิด โดยตั้งชื่อว่า สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส (Siamoadapis Maemohensis ) ซึ่งหมายถึงไพรเมตวงศ์ศิวะอะเดปิดชื่อ "สยาม" ขุดพบที่เหมืองแม่เหมาะ
ภาพชิ้นส่วนของฟอสซิลหมาหมี
นักธรณีวิทยาชี้ว่า ทั่วไปแล้ว ฟอสซิลของไพรเมตวงศ์ศิวะอะเดปิดจะค้นพบได้เฉพาะทวีปเอเชียเท่านั้น โดยพบครั้งแรกในประเทศอินเดียจึงตั้งชื่อตามพระนามของพระศิวะ ไพรเมตชนิดนี้มีชีวิตอยู่ในยุคอีโอซีนเมื่อ 40 ล้านปีก่อน ต่อมามีการค้นพบไพรเมตวงศ์ศิวะอะปิดในประเทศอื่นๆ ด้วย เช่น จีน ปากีสถาน พม่า และไทย แต่ไพรเมตวงศ์ศิวะอะเดปิดที่เคยพบทั้งหมดจะมีน้ำหนักตัวมากถึง 1 -2 กก.ขึ้นไป
ภาพแสดงซากดึกดำบรรพ์ชนิดต่าง ๆ ที่พบในเหมืองถ่านหินแม่เมาะ แต่ไม่กลับถูกเปิดเผยให้สาธรณะชนได้รับรู้
ขณะที่ซากฟอสซิลของไพรเมตจมูกเปียกวงศ์ศิวะอะเดปิด ที่ค้นพบล่าสุดจะมีน้ำหนักเพียงประมาณ 500-700 กรัม มีอายุอยู่เมื่อประมาณ 13 ล้านปีก่อนหรือตอนกลางของยุคไมโอซีนเมื่อ 8 ล้านปีที่แล้ว ถือเป็นการค้นพบครั้งแรกของประเทศไทยและของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลงานการค้นพบดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารฮิวแมนน์ อีโวลูชัน (Journal of Human Evolution) ฉบับที่ 54 หน้า 434 -443 ประจำเดือนมีนาคม 2551 ในชื่อรายงานว่า "การค้นพบไพรเมตวงศ์ศิวะอะเดปิดในยุคไมโอซีนกลางครั้งแรกในประเทศไทย" ( First middle Miocene sivaladapid primate from Thailand : อ่านบทคัดย่อ-Abstract )

และการค้นพบไพรเมตรชนิดนี้ ส่งผลให้เกิดความคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์และแหล่งซากดึกดำบรรพ์จนเกิดเป็น “พระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ.2551”


ความสำคัญและประโยชน์สาธารณะของแหล่งซากฟอสซิลหอยขม 13 ล้านปี อำเภอ แม่เมาะ

ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่าซากหอยดึกดำบรรพ์ ที่เหมืองถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง กระจายคลุมพื้นที่ 43 ไร่ โดยชั้นหอยมีความหนาสูงสุด 12 เมตร เป็นชั้นหอยน้ำจืดที่มีความหนามากที่สุดในโลก และมีความสำคัญถึงระดับมรดกโลก อาจถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ
ประกอบด้วย ตัวหอยกาบเดี่ยว (Gastropod) เพียงชนิดเดียว ไม่มีตะกอนปะปน ตัวหอยมีขนาดต่างๆ กัน มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bellamya sp. หรือ หอยขม "เบลแลมญ่า" มีอายุ 13 ล้านปี
จัดอยู่ในวงศ์ Viviparidae มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า Mud Snail เป็นหอยน้ำจืด อาศัยอยู่บนพื้นดินโคลน กินอาหาร จำพวกสาหร่าย ตะไคร่ แพลงตอน สัตว์น้ำเล็กๆ และจอกแหนในหนองบึง

ข้อมูลจากการศึกษาของศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยสัญญาคุ้มครองมรดกโลกระบุว่า หอยบริเวณดังกล่าวเป็นหอยที่ไม่สามารถบ่งบอกอายุได้ชัดเจน จึงไม่เป็น Key index fossil หรือไม่สามารถใช้เป็นหอยที่จะศึกษาถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตได้ อีกทั้งบริเวณที่ทำเหมืองเป็นพื้นที่ที่ขาดความหลากหลายทางชีวภาพจึงไม่สามารถจะประกาศเป็นมรดกโลก

ความเห็นต่าง ซากดึกดำบรรพ์ เศรฐกิจชาติ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(แม่เมาะ) จังหวัดลำปาง นายพายัพ พงษ์พิโรดม ผู้ช่วยผู้ว่าการเชื้อเพลิงแข็ง กฟผ.ได้เชิญตัวแทนกลุ่มผู้ที่คัดค้าน การขุดเหมือง บริเวณซากฟอสซิลหอยอายุหลายล้านปีจำนวน 43 ไร่ เข้ารับฟังการชี้แจง ถึงเหตุผลและความจำเป็น ในการที่จะต้องเดินเครื่องจักรขุดถ่านหิน ในบริเวณดังกล่าวจำนวน 25 ไร่ ในวันที่ 17 มี.ค.48 หลังจากที่ชะลอเวลาในการดำเนินการมา 15 วัน(2-16 มี.ค.48) เพื่อให้กรมทรัพยากรธรณีเข้าไปสำรวจ ถึงแนวทางการอนุรักษ์ที่ชัดเจนก่อน ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนในทรัพยากรน้ำและแร่ นายพายัพ กล่าวว่า ในวันที่ 17 มี.ค.48 จำเป็นที่จะต้องให้บริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวล๊อปเม้นต์ จำกัด(มหาชน) ดำเนินการขุดเหมือง เพราะได้หยุดมาแล้ว 15 วัน และเคยหยุดต่อเนื่องมาแล้วก่อนหน้านี้ประมาณ 1 ปี ซึ่งได้ก่อให้เกิดความเสียหายมาอย่างมากแล้ว ทั้งนี้ระหว่างการขุดเหมือง กรมทรัพยากรธรณี ยังคงสามารถเข้าไปศึกษาในพื้นที่ซากฟอสซิลหอย ที่อนุรักษ์ไว้จำนวน 18 ไร่ได้ตามปกติ สำหรับการที่เครือข่ายสิทธิมนุษยชน จังหวัดลำปาง และองค์กรเอกชน เสนอให้ยุติการดำเนินการขุดเหมืองไว้ก่อนเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าศึกษาอย่างละเอียด ว่าสมควรอนุรักษ์พื้นที่ไว้ทั้งหมด 43 ไร่หรือไม่ นายพายัพ กล่าวว่า หากต้องอนุรักษ์พื้นที่ทั้งหมดไว้ จะทำให้ต้องสูญเสียถ่านหินลิกไนต์ ที่จะนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าไปจำนวน 265 ตัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 132,500 ล้านบาท ทั้งนี้ ที่ยังไม่รวมไปถึงผลกระทบ ที่จะทำให้เหมืองแม่เมาะ ต้องปิดเหมืองก่อนกำหนดถึง 26 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมหาศาล ต่อเศรษฐกิจของจังหวัดลำปาง เพราะปัจจุบันการทำเหมืองลิกไนต์ ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนกับเศรษฐกิจของจังหวัดลำปางถึงปีละประมาณ 7,000 ล้านบาท โดยหากคิดการเสียโอกาส 26 ปี จะคิดเป็นเงินประมาณ 182,000 ล้านบาท
ความเห็นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)เสนอแนวเลือกเพื่อจัดการ 2 แนวคือ 1. เก็บพื้นที่ฟอสซิลหอยไว้ 18 ไร่ ซึ่งเท่ากับสูญถ่านลิกไนต์ 4 แสนตัน คิดมูลค่าถ่านหินเป็นเงิน 200 ล้านบาท 2. อนุรักษ์ฟอสซิลหอยทั้งหมด 43 ไร่ ซึ่งเท่ากับสูญถ่านลิกไนต์ 265 ล้านตัน คิดมูลค่าแร่ประมาณ 132,500 ล้านบาท ด้วยค่าที่เห็นความเป็นสุสานหอยมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ธรณีวิทยาอันประเมินค่ามิได้ (คือมีค่ามากอย่างยิ่งสุดประเมิน) คณะกรรมการกลั่นกรองจึงบันทึกเสนอคณะรัฐมนตรีระบุว่าเป็นมรดกโลก จึงควรอนุรักษ์ทั้ง 43ไร่ คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบตามแนวทางของคณะกรรมการกลั่นกรองเสนอ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2547 แต่ กฟผ.มีหนังสือร้องเรียนให้ทบทวนเพราะเป็นการกระทบกระเทือนต่อการดำเนินงานของ กฟผ. การประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 29 มิถุนายน 2547 ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีขณะนั้น เสนอว่า ถ้าสงวนพื้นที่อนุรักษ์ 18 ไร่ ก็คงไม่กระทบกระเทือน กฟผ.สักเท่าไหร่ พร้อมมอบให้ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ รองนายกฯ รับเรื่องไปศึกษา

ความเห็นของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เห็นควรอนุรักษ์ถึง 43 ไร่ เพราะเป็นหนึ่งสามของโลก ที่มีความหนาเกิน 10 เมตร
+ เป็นหอยน้ำจืดที่หนาที่สุในโลก
+ พบแผ่กระจายกว้างและมีปริมาณมากเป็นที่น่าอัศจรรย์
+ การสะสมตัวเป็นชั้นหนาของหอยเพียงสกุลเดียวเป็นเหตุการณ์พิเศษและหาได้ยากมากในโลก
+ การสะสมตัวหนาที่สุดในโลกของหอยแม่เมาะ เป็นที่สนใจของนักวิชาการทั่วโลก หากอนุรักษ์ทำให้การศึกษาวิทยาศาสตร์ของไทยและทั่วโลกมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น




การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์

นายศรีสะเกษ สมาน ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาสังคมและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน จ.ลำปาง กล่าวว่า จับพิรุธของ กฟผ.ได้ว่าให้ข้อมูลไม่ตรงกับความจริงที่ว่าพบซากหอยขมเนื้อที่ 43 ไร่ เพราะคณะที่เข้าไปตรวจสอบเห็นพ้องกันว่ามีมากกว่า 100 ไร่แน่นอน และหนาประมาณ 20 เมตร อีกทั้งยังปะปนด้วยซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ชนิดต่างๆ ที่ควรค่าแก่การศึกษามากที่สุด จึงรู้สึกว่า กฟผ.ให้ข้อมูลผิดๆ กับนายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้อง จนยอมให้ลดพื้นที่อนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์ แต่ถึงวันนี้สายเสียแล้ว ขอเรียกร้องให้คนทั้งประเทศและทั้งโลกช่วยกันประณาม กฟผ.ที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และโบราณวัตถุที่มีคุณค่ามหาศาลไปอย่างน่าเสียดาย
บทสัมภาส ข่าวหนังสือพิมพ์ : มติชน 11/09/2549
นางเบญจา เสกธีระ ที่ปรึกษากรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า ขอยืนยันว่าเป็นสุสานหอยน้ำจืดแห่งเดียวในโลกที่น่าอัศจรรย์ ควรศึกษาสภาพแวดล้อมและที่มาของการเกิด ขณะเดียวกันพบว่ามีซากหอยน้ำจืดหลายชนิด เช่น หอยขม หอยไซ หอยสองฝา ฟอสซิลเต่า ปลา แมลง ฟันสัตว์ ซึ่งไม่ตรงกับความเห็นของ ดร.อดุลย์ วิเชียรเจริญ ประธานกรรมการมรดกโลก ซึ่งระบุว่าไม่พบซากฟอสซิลหลากหลาย จึงไม่มีความสำคัญและมีคุณค่าทางมรดกโลก ดังนั้นเมื่อพบข้อมูลว่ามีซากสัตว์หลากหลายคงต้องพิจารณาใหม่
บทสัมภาส ข่าวหนังสือพิมพ์ : มติชน 11/09/2549
นางมะลิวรรณ นาควิโรจน์ เลขาธิการเครือข่ายสิทธิ์ผู้ป่วยแม่เมาะ เปิดเผยว่า จากการเข้าสำรวจซากฟอสซิล บริเวณที่ กฟผ. ที่ได้ทำการ นำซากฟอสซิลที่ขุดพบจากบ่อเหมืองถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง มากองรวมกันไว้อย่างมักง่าย และไม่มีการป้องกันการพังทลายจากภัยธรรมชาติและภัยจากการทำเหมือง เป็นเหตุให้ซากฟอสซิลอันควรค่าแก่การอนุรักษ์ต้องเสียหาย และยากที่จะให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เป็นที่น่าเศร้าใจสำหรับคนไทยและมวลนักอนุรักษ์ ซากโบราณของโลกยิ่ง
“วันนี้ความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของแหล่งการศึกษาความเป็นมาของโลก และต้นทุนทางปัญญาที่ไร้พรหมแดนปิดตัวลง เพราะการไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม และความมักง่ายเห็นแก่ได้ของกลุ่มนายทุนที่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ต่อให้ชดใช้เป็นเงินมูลค่าเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอและแน่นอนเพราะว่าความสูญเสียครั้งคือ การสูญเสียสมบัติของชาติและมรดกของโลก”

ในขณะที่ นายสุรชัย ตรงงาม ผู้ประสานงานโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม, ทนายความผู้รับมอบอำนาจฟ้องคดีปกป้องแหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์ ที่เหมืองแม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ต่อศาลปกครองกลาง ตามคดีหมายเลขดำที่ 459/2548 เปิดเผยว่า ศาลชั้นต้นตัดสิ้นคดีแล้วให้เราชนะ ซึ่งทางผู้ถูกฟ้องร้องก็อาจยื่นอุทธรณ์ได้ต่อไป แต่ถ้าคดีนี้สิ้นสุดจะทำให้เกิดคุณประโยชน์ใน 2 ประการ คือ 1 เป็นบทเรียนในการต่อสู้รักษาทรัพย์สมบัติ โบราณสถานโบราณวัตถุของชาติ ของคนในท้องถิ่น การทำงานของรัฐที่ไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทำให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม ดังนั้นการตัดสินใจใดๆ ก็ตามต้องไม่ให้รัฐมีอำนาจแต่เพียงฝ่ายเดียว ประการที่ 2 สิ่งที่สูญเสีย ได้ถูกทำลายไปแล้ว ทำให้เห็นว่าอนาคตการกระทำเช่นนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นบทเรียนที่รัฐต้องตอบว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น รัฐเอง การไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือองค์กรใด และจะรับผิดชอบอย่างไร ที่ไม่ใช่เพียงแค่การขอโทษ หรือการเยียวยา แต่ต้องหาทางป้องกันในทางกฎหมาย เพื่อสรุปเป็นบทเรียนสำหรับการตัดในสินคดีความต่อๆ ไป
นายสุรชัย ตรงงาม ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากชาวบ้าน และผู้ประสานงานโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เป็นสิทธิของเขาที่จะยื่นอุทธรณ์แม้จะส่งผลให้ทุเลาการบังคับคดีทางปกครองออกไป แต่ผู้ถูกฟ้องยังคงผูกพันให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล ที่มีอยู่หลายด้านซึ่งความเห็นส่วนตัวผู้ถูกฟ้องทั้ง 4 ราย ควรผลักดันให้เริ่มกระบวนการทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ได้ทันทีไม่ต้องรอคำตัดสินของศาล เนื่องจากกระบวนการศึกษาฯ ใช้เวลายาวนาน ที่สำคัญผู้ถูกฟ้องควรระวังเป็นอย่างยิ่งไม่ให้สุสานหอยเกิดการพังทลายก่อนที่ศาลจะชี้ขาดอีกครั้ง

นายอภิชัย ชวเจริญพันธ์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) กล่าวว่า จะหารือกับนักธรณีวิทยา และ กฟผ. เพื่อเตรียมวางแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่สุสานหอย ให้สอดคล้องกับคำสั่งศาลปกครอง จากนั้นจะเร่งลงไปสำรวจสภาพพื้นที่สุสานหอยว่าสภาพปัจจุบันเป็นอย่างไร จึงจะสามารถวางรูปแบบอนุรักษ์สุสานหอยต่อไป "ที่ผ่านมา กรมทรัพยากรธรณี พยายามทำดีที่สุดแล้ว การเป็นหน่วยราชการจึงอาจจะยากที่จะฟ้องร้องรัฐด้วยกันเอง ซึ่งการที่ชาวบ้านช่วยออกมาปกป้อง จนชนะคดีครั้งนี้ก็รู้สึกยินดีกับชาวบ้านด้วย และต่อไปก็คงเข้าไปช่วยในการอนุรักษ์พื้นที่" นายอภิชัยกล่าว
นายสุพจน์ หอมชื่น นายอำเภอแม่เมาะ กล่าวว่า การชุมนุมดังกล่าวถือเป็นการแสดงออกในความเห็นของชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกับการขุดสุสานหอยอายุ 13 ล้านปีของ กฟผ.เพราะต้องการอนุรักษ์พื้นที่บริเวณดังกล่าวเอาไว้ ซึ่งขัดแย้งกับแนวทางของ กฟผ.ที่ต้องการนำลิกไนต์บริเวณดังกล่าวมาใช้ กรณีที่เกิดขึ้นตนวางตัวเป็นกลางและเห็นด้วยกับทั้งสองฝ่ายกล่าวคือต้องการให้สุสานหอยเป็นมรดกที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และถือเป็นสมบัติของชาติ ขณะเดียวกันตนก็อยากได้ไฟฟ้าเช่นกัน ซึ่งหากไม่ให้ กฟผ.ใช้ลิกไนต์ในพื้นที่ดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อเรื่องไฟฟ้าได้
นายอำเภอแม่เมาะ กล่าวต่อว่า กรณีที่เกิดขึ้นตนในฐานะนายอำเภออยากให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้ามาคุยกันเพื่อหาจุดลงตัวให้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำตอบว่าเอาหรือไม่เอา แต่อาจใช้ทางเลือกที่ 3 ขึ้นมากล่าวคือให้ กฟผ.ขุดไปแต่ให้กระทบสุสานหอยให้น้อยที่สุดซึ่งตนคิดว่าแนวทางนี้อาจเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย
ด้านดร.วิฆเนศ ทรงธรรม จากกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า กฟผ.ควรยุติทำเหมืองบริเวณใกล้พื้นที่ 18 ไร่ชั่วคราวจนกว่าศาลจะพิพากษา เพราะซากหอยอาจได้รับอันตราย ที่ผ่านมากรมทรัพยากรธรณีก็ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ เพราะอ้างว่าพื้นที่อยู่ระหว่างฟ้องคดี
ส่วนนายสมชาย หอมลออ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาทนายความ กล่าวว่า คงต้องอาศัยคำสั่งศาลในการป้องกัน เพราะศาลสั่งคุ้มครองแล้วว่าห้ามดำเนินการใดๆอันอาจส่งผลให้ซากหอย 18 ไร่ ปัญหาคือใครจะเป็นผู้รับผิดชอบด้านค่าใช้จ่าย ซึ่งตามกฎหมายต้องเป็นกฟผ. เพราะกฟผ.มีหน้าที่ต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการแก้ไข และควรดำเนินการให้มีมติครม.ต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยกรมศิลปากร หรือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯต้องเป็นเจ้าภาพชงเรื่องเข้าไป

ไม่มีความคิดเห็น: