วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551

สุสานหอยขมดึกดำบรรพ์ อายุ 13 ล้านปี ที่ แม่เมาะ







เนื้อหางานวิจัย


เนื้อหางานวิจัย

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาลักษณะการมีส่วนร่วมและปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นเผ้าติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครองอันเนื่องมาจากข้อพิพาทเรื่องการอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ อำเภอแม่เมาะ
ผลวิจัยพบว่า
1. ลักษณะการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นเผ้าติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครองมีดังนี้
1.1 การมีส่วนร่วมคิดในการอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ ประชาชนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมมากขึ้น แต่มีส่วนร่วมน้อยในการเป็นผู้ริเริ่มการอนุรักษ์อย่างเป็นรูปธรรมจริงจัง
1.2 การมีส่วนร่วมวางแผนจัดการอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีส่วนร่วม และมีส่วนร่วมน้อยที่สุดในการกำหนดเป้าหมาย
1.3 การมีส่วนร่วมดำเนินการอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ ประชาชนส่วนใหญ่มีส่วน แต่มีส่วนร่วมน้อยที่สุดในการเป็นผู้มีส่วนได้เสียของการอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์
1.4 การได้รับประโยชน์จากการอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ ประชาชนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยว และรองลงไป เป็นที่ค้นคว้าศึกษาวิจัยด้านประวัติศาสตร์
1.5 การมีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผล ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีส่วนร่วม
2. ปัจจัยของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ มีดังนี้
2.1 การมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนในการอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าผู้นำมีส่วนร่วมในการลงมือปฏิบัติ และมีส่วนร่วมน้อยที่สุดในการรับผลประโยชน์
2.2 ปัจจัยที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าความตระหนักถึงผลเสียของการทำลายซากฟอสซิลดึกดำบรรพ์หอยขมแม่เมาะ
2.3 การได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการรณรงค์การอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับข้อมูลข่าวสาร
2.4 การได้รับการสนับสนุนการศึกษา ดูงาน และการอบรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับการศึกษาและการอบรม
2.5 การได้รับการสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ ในการอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับการสนับสนุน

บทที่๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา


บทที่๑
บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
เหมืองถ่านหินลิกไนต์ อำเภอแม่เมาะตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง มีพื้นที่เต็มโครงการประมาณ 150 ตรารางกิโลเมตร เป็นเหมืองแบบเปิด คือเหมืองที่พัฒนามาจากเหมืองหาบ ใช้เครื่องจักรเปิดหน้าดินออกเป็นชั้น ๆ จนถึงชั้นถ่าน มีการขุดหน้าดินเพื่อนำถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยแปรสภาพพลังงานที่สะสมอยู่ในถ่านหินให้เป็นพลังงานไฟฟ้าโดนใช้น้ำเป็นตัวกลาง ประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 2 ส่วน คือ พื้นที่ทำเหมืองลิกไนต์และโรงจักรผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงหลัก
จากผลการสำรวจพบว่า แอ่งสะสมตัวของแหล่งถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ เป็นแอ่งระหว่างหุบเขามีลักษณะรีคล้ายรูปไข่ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 135 ตารางกิโลเมตร มีส่วนกว้างสุด 8.8 กิโลเมตร และส่วนยาวสุด 18.3 กิโลเมตร มีโครงสร้างธรณีวิทยาเป็นแบบกระทะหงาย (Syncline) มีแนวชั้นลิกไนต์โผล่ปรากฏบริเวณขอบแอ่งทั้งทางด้านตะวันออก และตะวันตกและค่อยๆ ลาดเอียงลงไปทางตอนกลางแอ่งจนถึงระดับความลึกประมาณ 450 เมตร

รูป ภาพแสดงลักษณะ เหมืองถ่านหินลิกไนต์ อ.แม่เมาะ
ในบริเวณประทานบัตรเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะได้มีการค้นพบซากหอยขมดึกดำบรรพ์ บริเวณเขตประทานบัตรที่ 14349/15341 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ต่อมากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรธรณี ได้เข้าสำรวจร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำนวน 4 ครั้ง พบว่าเป็นซากหอยขมสกุล Bellamya สะสมตัวเป็นชั้นเมื่อประมาณ 13 ล้านปีมาแล้ว มีลักษณะเป็นชั้นรูปเลนส์ หนาที่สุด 12 เมตร และแผ่ออกไปครอบคลุมพื้นที่ประมาณกว่า 50 ไร่ ซึ่งมีความหนาที่สุดในประเทศไทย และเป็นชั้นซากหอยน้ำจืดที่หนาที่สุดในโลก ซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่มีคุณค่าที่จะมาพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ทางธรรมชาติวิทยา และให้กระทรวงอุตสาหกรรมกันพื้นที่ 43 ไร่ออกจากแปลงประทานบัตรของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์ต่อไป
แผนที่ประทานบัตรการทำเหมืองในที่ต่าง ๆ

และต่อมาเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2547 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กระทรวงอุตสาหกรรมกันพื้นที่แหล่งซากหอยขมดึกดำบรรพ์ จำนวน 43 ไร่ ออกจากแปลงประทานบัตรของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.) ตามมาตรา 9 ทวิ แห่พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศพื้นที่แหล่งซากหอยขมดึกดำบรรพ์ จำนวน 43 ไร่ ดังกล่าวเป็นพื้นที่สำรวจ ทดลอง ศึกษา วิจัย ตามมาตรา 6 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 และประกาศพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอนุรักษ์ซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ เพื่อพัฒนาที่แหล่งซากหอยดึกดำบรรพ์ให้เป็นแหล่งท่องเทียวของจังหวัดลำปาง ตลอดจนดำเนินการให้เป็นแหล่งมรดกโลกทางธรณีวิทยา และอุทยานธรณีวิทยา
แต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ทำหนังสือเรียนปลดกระทรวงพลังงานขอให้คณะรัฐมนตรีทบทวนในการอนุรักษ์ฟอสซิลหอยที่เหมืองแม่เมาะ จาก 43 ไร่ เป็น 18 ไร่ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2547 เห็นชอบตามข้อเสนอดังกล่าวคืออนุรักษ์ฟอสซิลหอยที่เหมืองแม่เมาะ จำนวน 18 ไร่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจึงดำเนินการไถบริเวณซากหอยขมที่เกินกว่า 18 ไร่ ไปจำนวนมาก

รูปภาพแสดงสักษณะ การถูกทำลายของซากฟอสซิลบนเนื้อที่ ๔๓ ไร่
ด้วยเหตุที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเพิกเฉยต่อมติคณะรัฐมนตรี (17 กุมภาพันธ์ 2547) ที่ให้กันพื้นที่ ซากหอยขมดึกดำบรรพ์ จำนวน 43 ไร่ ออกจากแปลงประทานบัตร โดยดำเนินการไถ่บริเวณฟอสซิลหอยขมไปมากกว่า 23 ไร่จึงได้มีการรวบรวมข้อมูลและเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะชนและรณรงค์ให้กลุ่มภาคประชาสังคมทั้งในและนอกจังหวัดลำปางได้เข้ามาร่วมกันอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ 13 ล้านปี พร้อมกับร้องขอไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดนายวสันต์ พานิช อนุกรรมการด้านสิทธิ์มนุษยชนด้านทรัพยากรน้ำและแร่ เข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2548 โดยได้พบว่ามีการทำลายซากหอยขม อายุ 13 ล้านปีไปอย่างน่าเสียดาย วันที่ 9 มีนาคม 2548 ที่ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีการประชุมระว่าง ตัวแทน อบจ. ภาคเอกชน ภาคประชาชน องค์กรอิสระ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อ.แม่เมาะ เพื่อกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหว ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ชะลอการระเบิดสุสานหอยขมดึกดำบรรพ์ 13 ล้านปี เพื่อขุดถ่านหินลิกไนต์ไว้ก่อน
ในการเรียกร้องภาคประชาชนและส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีเริ่มมีการจัดเวทีสาธารณะ เสวนาถึงกรณีปัญหาและการอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขม รวมถึงทิศทางการทำงานซึ่งได้ข้อยุติที่ว่า ให้มีการ
1. ในการที่จะยับยั้งไม่ให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ขุดถ่านลิกไนต์ในเขตที่มีซากหอยนั้นต้องใช้กฎหมายปกครองได้อย่างเดียว
2. จะต้องให้ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่เมาะเข้าไปใช้กฏหมายของ องค์การบริหารส่วนตำบล บังคับให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ระงับการขุดเอาไว้ก่อน
การยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อพิจรณา ยับยั้งไม่ให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยทำการขุด เปิดเหมืองแร่ บริเวณที่มีซากฟอสซิลหอยขม ที่ อำเภอ แม่เมาะ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2548 กลุ่มชาวบ้านจากเครือข่ายสิทธิ์ผู้ป่วยแม่เมาะ จำนวน 18 คน ได้มอบอำนาจให้ ทนายความจาก โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม โดยนายสุรชัย ตรงงาม และคณะฯ เป็นตัวแทนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง
ศาลพิพากษา วันที่ 26 เดือน กรกฎาคม 2550 ศาลปกครองกลางโดย นายวีระ แสงสมบูรณ์ ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการเจ้าของสำนวน คดีหมายเลขดำที่ ๔๕๙/๒๕๔๘ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๒๐๓/๒๕๕๐ มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 26 เดือน กรกฎาคม 2550 พิพากษาให้เพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๑ (ครม.) เมื่อวันที่ ๒๑ ธ.ค.๒๕๔๗ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ (รมต.ก.อุตสาหกรรม) เพิกถอนประทานบัตรเลขที่ ๒๔๓๔๙/ ๑๕๓๔๑ ในส่วนที่เป็นพื้นที่ซากฟอสซิล หอยขมดึกดำบรรพ์ จำนวนเนื้อที่ ๔๓ ไร่ โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนด ๓๐ และให้ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๒ (รมต. ก.อุตสาหกรรม) และที่ ๓(กรมอุตสาหกรรมและการเหมืองแร่) ควบคุมและสั่งการให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ (กฟผ.) ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไขแนบท้ายประทานบัตรเลขที่ ๒๔๓๔๙/๑๕๓๔๑ โดยจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมแหล่ง กรณีซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ เพิ่มเติมเพื่อขอรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ โดยกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๔ (กฟผ.) ดำเนินการจัดทำสิ่งป้องกันมิให้เกิดการพังทลายของซากฟอสซิลอันเกิดจากการทำเหมืองถ่านหินลิกไนต์และภัยธรรมชาติ และให้ ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๑ (ครม.) สั่งการให้กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนแหล่งซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ เป็นเขตโบราณสถาน โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน ๑๘๐ วัน นับแต่วันที่ คดี ถึง ที่สุด

แต่อย่างไรก็ตามทางการไฟฟ้าผ่ายผลิตได้ยื่นเรื่องต่อศาลขอแก้อุทธรณ์ กรณีดังกล่าว ซึ่งบัจจุบัน(20 กรกฏาคม 2551)เรื่องยังอยู่ในขันตอนพิจรณาคดีของศาลปกคลองต่อไป
ความมุ่งหมายของงานวิจัย
- เพื่อศึกษาลักษณะการมีส่วนร่วมของประชาชนในการในการติดตามผลการปฎิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง กรณีศึกษาการอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขม 13 ล้านปี
- เพื่อศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นต่อการ อนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขม
- เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแหล่งที่อยู่ของซากฟอสซิลให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และ มรดกโลก

ความสำคัญของงานวิจัย
- ทำให้ทราบถึงลักษณะการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามผลการปฎิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง กรณีศึกษาการอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขม 13 ล้านปี
- ทำให้ทราบปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นต่อการ อนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขม
- เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาและอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขม 13 ล้านปี ต่อไป

นิยามศัพท์เฉพาะ
- การมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามผลการปฎิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง กรณีศึกษาการอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขม 13 ล้านปี หมายถึง พฤติกรรมการแสดงออกถึงความร่วมมือ และการปฎิบัติของประชาชนในการคิด ตัดสินใจ และดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันของประชาชน เพื่อให้การดำเนินการของขบวนการยุติธรรมดำเนินการไปโดยความโปร่งใส
- ลักษณะการมีส่วนร่วม คือ การมีส่วนในขบวนการคิด การติดตาม การดำเนินการ รวมถึงติดตามผลที่จะก่อให้เกิดประโยชน์
- ปัจจัยการมีส่วนร่วม คือ การมีส่วนร่วมของผู้นำ ปัจจัยที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมการได้รับข้อมูลข่าวสาร การได้รับการสนับสนุนการดูงาน การได้รับการสนับสนุนด้านวัสดุอุปกรณ์
- ซากฟอสซิลหอยขม 13 ล้านปี หมายถึง ซากของสัตว์ดึกดำบรรณ์ในที่นี้คือหอยขม ที่เกิดเองตามธรรมชาติ
- เขตการทำเหมืองแร่ลิกไนต์ หมายถึง บริเวณที่มีการขุดแร่เพื่อนำแร่ลิกไนต์มาใช้ในประโยชน์อื่น ๆ
- การอนุรักษ์ ซากฟอสซิลหอยขม 13 ล้านปี หมายถึง การป่องกัน เฝ้าระวัง การรักษา แหล่งโบราณตามธรรมชาติ ณ เหมืองแม่เมาะ อำเภอ แม่เมาะ จังหวัด ลำปาง

บทที่ ๒ เอกสาร งานวิจัย เวทีระดมความคิดเห็น


บทที่ ๒
เอกสาร งานวิจัย เวทีระดมความคิดเห็น

ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร งานวิจัย และเวทีระดมความคิดเห็น ซึ่งมีความสัมพันธ์กันถึงแนวทางการดำเนินการขบวนการการมีส่วนร่วม และได้เสนอตามหัวข้อต่อไปนี้

ความหมายซากดึกดำบรรพ์ฟอสซิลหอยขม 13 ล้านปี อำเภอ แม่เมาะ
1. เหมืองแม่เมาะไม่ได้มีแค่สุสานหอย
2. ความสำคัญและประโยชน์สาธารณะของแหล่งซากฟอสซิลหอยขม 13 ล้านปี อำเภอ แม่เมาะ
3. ความเห็นต่าง ซากดึกดำบรรพ์ เศรฐกิจชาติ
4. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์

ความหมายซากดึกดำบรรพ์ฟอสซิลหอยขม 13 ล้านปี อำเภอ แม่เมาะ

ซากดึกดำบรรพ์ฟอสซิลหอยขม 13 ล้านปี อำเภอ แม่เมาะ พบในพื้นที่ประทานบัตรเลขที่ 24349/15341 โดยพบการวางตัวแทรกระหว่างถ่านหินสองชั้น จัดอยู่ในวงศ์ Viviparidae มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า Mud Snail เป็นหอยน้ำจืด อาศัยอยู่บนพื้นดินโคลน กินอาหาร จำพวกสาหร่าย ตะไคร่ แพลงตอน สัตว์น้ำเล็กๆ และจอกแหนในหนองบึง เติบโตและออกลูกสืบพันธ์ได้ทุกฤดูการ หอยวงค์นี้ได้เริ่มปรากฏในสายวิวัฒนาการมาตั้งแต่ยุคจุลสิก (200ล้านปี) และดำรงเผ่าพันธุ์มาจนถึงปัจจุบัน
การศึกษาระบุได้ว่า ช่วงเวลาเมื่อ 13 ล้านปีก่อน บริเวณแอ่งแม่เมาะเป็นแอ่งทะเลสาบน้ำจืด อยู่ในภูมิอากาศเขตร้อน ชายฝั่งมีต้นกกขึ้นอยู่มากในลักษณะของป่าพรุ หอยขมอยู่ตามชายผั่งทะเล การล้มตายตามธรรมชาติรุ่นแล้วรุ่นเล้า ก่อให้เกิดการสะสมตัวของซากเปลือกหอยเป็นชั้น ๆอย่างต่อเนื่องจนทำให้ชั้นเปลือกหอยหนา




แหล่งซากหอยขมดึกดำบรรพ์ที่พบมีอาณาเขตประมาณ 40 ไร่มีความหนาของชั้นหอยตั้งแต่ 3-12 เมตร โดยชั้นหอยขมจะประกอบไปด้วยหอยขมสกุล Bellamya ล้วนๆ เป็นชั้นที่สลับกันระหว่างชั้นของตัวเปลือกหอยที่สมบูรณ์ สีเทา แดง ดำ น้ำดาล กับชั้นของเปลือกหอยที่แตดหัก สี ขาว แดง และดำ

คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าซากฟอสซิลสุสานหอยน้ำจืดอายุ 13 ล้านปีที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง เป็น "โบราณวัตถุ" ตามนิยามของ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เนื่องจากเป็นของโบราณที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ธรรมชาติและประวัติศาสตร์โลก คำวินิจฉัยดังกล่าวหลังจากคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) คณะที่ 6 (ฝ่ายสังคม) ได้มอบหมายให้กรมศิลปากรขอหารือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความหมายของนิยามคำว่า "โบราณวัถตุ" ตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุฯจะครอบคลุมถึงซากฟอสซิลหรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 8 ได้พิจารณาปัญหาข้อหารือของกรมศิลปากร และรับฟังคำชี้แจงจากผู้แทนกรมศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากร กรมทรัพยากรธรณี สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมาคมโบราณคดีแห่งประเทศไทย และนักวิชาการอิสระด้านโบราณคดี(นายศรีศักร วัลลิโภดม) แล้ว คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 8 เห็นว่าซากฟอสซิลไม่มีประโยชน์ในทางศิลปแต่อย่างใด และไม่เป็นประโยชน์แก่การศึกษาทางโบราณคดี เพราะไม่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของมนุษย์แต่อย่างใด เว้นแต่ซากฟอสซิลนั้นมีความเชื่อมโยงกับมนุษยชาติ เช่น เป็นซากฟอสซิลของเอพ(ape) ที่มีเค้าโครงว่าเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ ส่วนด้านประวัติศาสตร์นั้น เห็นว่าวิชาประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ศึกษาครอบคลุมเรื่องราวในอดีต ไม่ได้จำกัดแต่เพียงเรื่องราวของมนุษยชาติเท่านั้น หากแต่รวมถึงประวัติศาสตร์ธรรมชาติ หรือประวัติศาสตร์โลกด้วย เมื่อซากฟอสซิลเป็นประโยชน์ในการศึกษาถึงความเป็นมาของสิ่งแวดล้อมและดินแดนที่เกี่ยวข้อง ซากฟอสซิลจึงเป็นประโยชน์ในการศึกษาประวัติศาสตร์ธรรมชาติและประวัติศาสตร์โลกโดยตรง เมื่อพิจารณาความเห็นทางวิชาการโดยสรุปแล้ว จึงเห็นได้ว่าซากฟอสซิลเป็น "โบราณวัตถุ" ตามความหมายที่กำหนดไว้ในบทนิยามของ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุฯ คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 8 ยังมีความเห็นเพิ่มเติมว่า แม้กฎหมายจะหมายความรวมถึงซากฟอสซิล หากจะได้มีการปรับปรุงบทนิยามคำว่า "โบราณวัตถุ" เสียใหม่ให้ชัดเจน หรือมีกฎหมายคุ้มครองซากฟอสซิลขึ้นเป็นการเฉพาะ ก็น่าจะเป็นประโยชน์แก่การคุ้มครองและสงวนรักษาสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของชาติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อนึ่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ขุดพบที่เหมืองแม่เมาะจังหวัดลำปาง ในเขตของการขุดเหมืองลิกไนต์ ทางด้านทิศใต้ ตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายน 2546 และได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานแร่ประจำท้องที่จังหวัดลำปาง
เหมืองแม่เมาะไม่ได้มีแค่สุสานหอย

จากสภาพธรณีวิทยาของเหมืองแม่เมาะ เป็นแอ่งหนองน้ำจืดขนาดใหญ่ ตั้งแต่สมัยไมโอซีนราว 16-13 ล้านปีก่อน มีการค้นพบฟอสซิลครั้งสำคัญที่แม่เมาะ จนตั้งชื่อเป็นภาษาไทย คือการพบฟอสซิล "นากสยาม" หรือ สยามมอเกล ไทยแลนดิคัส (Siamogale Thailandicus Ginsurg) ในปี 2526 พบฟอสซิล "กวางสเตฟาโนเซอมัส รุจา" เมื่อปี 2547 และยังพบฟอสซิลตะพาบดึกดำบรรพ์
ล่าสุดเมื่อ 26 ก.พ.51 มีการเปิดเผยโดย ดร. เยาวลักษณ์ ชัยมณี นักธรณีวิทยา8 สำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ได้ค้นพบชิ้นส่วนฟัน จำนวน 4 ซี่ จากชั้นถ่านหินในเหมืองถ่านหิน
แม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เมื่อปี พ. ศ. 2543 ผลการศึกษาวิจัยพบว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
จำพวกสัตว์กินเนื้อชนิดและสกุลใหม่ของโลก ชื่อ แม่เมาะซิออน โพธิสัตย์ติ (Maemohcyon potisati) ซึ่งจัดอยู่ในจำพวกสัตว์กินเนื้อที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างสุนัขและหมี ดูคล้ายสุนัขขนาดใหญ่หรือหมีขนาดเล็ก อายุประมาณ 13 ล้านปี และนอกจากนี้ ทีมสำรวจของเธอค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์กลุ่มไพรเมตจมูกเปียก หรือสเตรปสิรีน วงศ์ศิวะอะเดปิดที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก
ดร.เยาวลักษณ์เผยว่า ซากดึกดำบรรพ์ที่พบประกอบด้วยกรามล่างจำนวน 4 กราม จุดสำคัญคือการค้นพบฟันกรามน้อยหนึ่งซี่ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าฟันกรามน้อยของไพรเมตกลุ่มอื่นๆ อันเป็นลักษณะเฉพาะของวงศ์ศิวะอะเดปิด โดยตั้งชื่อว่า สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส (Siamoadapis Maemohensis ) ซึ่งหมายถึงไพรเมตวงศ์ศิวะอะเดปิดชื่อ "สยาม" ขุดพบที่เหมืองแม่เหมาะ
ภาพชิ้นส่วนของฟอสซิลหมาหมี
นักธรณีวิทยาชี้ว่า ทั่วไปแล้ว ฟอสซิลของไพรเมตวงศ์ศิวะอะเดปิดจะค้นพบได้เฉพาะทวีปเอเชียเท่านั้น โดยพบครั้งแรกในประเทศอินเดียจึงตั้งชื่อตามพระนามของพระศิวะ ไพรเมตชนิดนี้มีชีวิตอยู่ในยุคอีโอซีนเมื่อ 40 ล้านปีก่อน ต่อมามีการค้นพบไพรเมตวงศ์ศิวะอะปิดในประเทศอื่นๆ ด้วย เช่น จีน ปากีสถาน พม่า และไทย แต่ไพรเมตวงศ์ศิวะอะเดปิดที่เคยพบทั้งหมดจะมีน้ำหนักตัวมากถึง 1 -2 กก.ขึ้นไป
ภาพแสดงซากดึกดำบรรพ์ชนิดต่าง ๆ ที่พบในเหมืองถ่านหินแม่เมาะ แต่ไม่กลับถูกเปิดเผยให้สาธรณะชนได้รับรู้
ขณะที่ซากฟอสซิลของไพรเมตจมูกเปียกวงศ์ศิวะอะเดปิด ที่ค้นพบล่าสุดจะมีน้ำหนักเพียงประมาณ 500-700 กรัม มีอายุอยู่เมื่อประมาณ 13 ล้านปีก่อนหรือตอนกลางของยุคไมโอซีนเมื่อ 8 ล้านปีที่แล้ว ถือเป็นการค้นพบครั้งแรกของประเทศไทยและของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลงานการค้นพบดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารฮิวแมนน์ อีโวลูชัน (Journal of Human Evolution) ฉบับที่ 54 หน้า 434 -443 ประจำเดือนมีนาคม 2551 ในชื่อรายงานว่า "การค้นพบไพรเมตวงศ์ศิวะอะเดปิดในยุคไมโอซีนกลางครั้งแรกในประเทศไทย" ( First middle Miocene sivaladapid primate from Thailand : อ่านบทคัดย่อ-Abstract )

และการค้นพบไพรเมตรชนิดนี้ ส่งผลให้เกิดความคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์และแหล่งซากดึกดำบรรพ์จนเกิดเป็น “พระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ.2551”


ความสำคัญและประโยชน์สาธารณะของแหล่งซากฟอสซิลหอยขม 13 ล้านปี อำเภอ แม่เมาะ

ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่าซากหอยดึกดำบรรพ์ ที่เหมืองถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง กระจายคลุมพื้นที่ 43 ไร่ โดยชั้นหอยมีความหนาสูงสุด 12 เมตร เป็นชั้นหอยน้ำจืดที่มีความหนามากที่สุดในโลก และมีความสำคัญถึงระดับมรดกโลก อาจถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ
ประกอบด้วย ตัวหอยกาบเดี่ยว (Gastropod) เพียงชนิดเดียว ไม่มีตะกอนปะปน ตัวหอยมีขนาดต่างๆ กัน มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bellamya sp. หรือ หอยขม "เบลแลมญ่า" มีอายุ 13 ล้านปี
จัดอยู่ในวงศ์ Viviparidae มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า Mud Snail เป็นหอยน้ำจืด อาศัยอยู่บนพื้นดินโคลน กินอาหาร จำพวกสาหร่าย ตะไคร่ แพลงตอน สัตว์น้ำเล็กๆ และจอกแหนในหนองบึง

ข้อมูลจากการศึกษาของศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยสัญญาคุ้มครองมรดกโลกระบุว่า หอยบริเวณดังกล่าวเป็นหอยที่ไม่สามารถบ่งบอกอายุได้ชัดเจน จึงไม่เป็น Key index fossil หรือไม่สามารถใช้เป็นหอยที่จะศึกษาถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตได้ อีกทั้งบริเวณที่ทำเหมืองเป็นพื้นที่ที่ขาดความหลากหลายทางชีวภาพจึงไม่สามารถจะประกาศเป็นมรดกโลก

ความเห็นต่าง ซากดึกดำบรรพ์ เศรฐกิจชาติ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(แม่เมาะ) จังหวัดลำปาง นายพายัพ พงษ์พิโรดม ผู้ช่วยผู้ว่าการเชื้อเพลิงแข็ง กฟผ.ได้เชิญตัวแทนกลุ่มผู้ที่คัดค้าน การขุดเหมือง บริเวณซากฟอสซิลหอยอายุหลายล้านปีจำนวน 43 ไร่ เข้ารับฟังการชี้แจง ถึงเหตุผลและความจำเป็น ในการที่จะต้องเดินเครื่องจักรขุดถ่านหิน ในบริเวณดังกล่าวจำนวน 25 ไร่ ในวันที่ 17 มี.ค.48 หลังจากที่ชะลอเวลาในการดำเนินการมา 15 วัน(2-16 มี.ค.48) เพื่อให้กรมทรัพยากรธรณีเข้าไปสำรวจ ถึงแนวทางการอนุรักษ์ที่ชัดเจนก่อน ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนในทรัพยากรน้ำและแร่ นายพายัพ กล่าวว่า ในวันที่ 17 มี.ค.48 จำเป็นที่จะต้องให้บริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวล๊อปเม้นต์ จำกัด(มหาชน) ดำเนินการขุดเหมือง เพราะได้หยุดมาแล้ว 15 วัน และเคยหยุดต่อเนื่องมาแล้วก่อนหน้านี้ประมาณ 1 ปี ซึ่งได้ก่อให้เกิดความเสียหายมาอย่างมากแล้ว ทั้งนี้ระหว่างการขุดเหมือง กรมทรัพยากรธรณี ยังคงสามารถเข้าไปศึกษาในพื้นที่ซากฟอสซิลหอย ที่อนุรักษ์ไว้จำนวน 18 ไร่ได้ตามปกติ สำหรับการที่เครือข่ายสิทธิมนุษยชน จังหวัดลำปาง และองค์กรเอกชน เสนอให้ยุติการดำเนินการขุดเหมืองไว้ก่อนเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าศึกษาอย่างละเอียด ว่าสมควรอนุรักษ์พื้นที่ไว้ทั้งหมด 43 ไร่หรือไม่ นายพายัพ กล่าวว่า หากต้องอนุรักษ์พื้นที่ทั้งหมดไว้ จะทำให้ต้องสูญเสียถ่านหินลิกไนต์ ที่จะนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าไปจำนวน 265 ตัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 132,500 ล้านบาท ทั้งนี้ ที่ยังไม่รวมไปถึงผลกระทบ ที่จะทำให้เหมืองแม่เมาะ ต้องปิดเหมืองก่อนกำหนดถึง 26 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมหาศาล ต่อเศรษฐกิจของจังหวัดลำปาง เพราะปัจจุบันการทำเหมืองลิกไนต์ ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนกับเศรษฐกิจของจังหวัดลำปางถึงปีละประมาณ 7,000 ล้านบาท โดยหากคิดการเสียโอกาส 26 ปี จะคิดเป็นเงินประมาณ 182,000 ล้านบาท
ความเห็นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)เสนอแนวเลือกเพื่อจัดการ 2 แนวคือ 1. เก็บพื้นที่ฟอสซิลหอยไว้ 18 ไร่ ซึ่งเท่ากับสูญถ่านลิกไนต์ 4 แสนตัน คิดมูลค่าถ่านหินเป็นเงิน 200 ล้านบาท 2. อนุรักษ์ฟอสซิลหอยทั้งหมด 43 ไร่ ซึ่งเท่ากับสูญถ่านลิกไนต์ 265 ล้านตัน คิดมูลค่าแร่ประมาณ 132,500 ล้านบาท ด้วยค่าที่เห็นความเป็นสุสานหอยมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ธรณีวิทยาอันประเมินค่ามิได้ (คือมีค่ามากอย่างยิ่งสุดประเมิน) คณะกรรมการกลั่นกรองจึงบันทึกเสนอคณะรัฐมนตรีระบุว่าเป็นมรดกโลก จึงควรอนุรักษ์ทั้ง 43ไร่ คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบตามแนวทางของคณะกรรมการกลั่นกรองเสนอ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2547 แต่ กฟผ.มีหนังสือร้องเรียนให้ทบทวนเพราะเป็นการกระทบกระเทือนต่อการดำเนินงานของ กฟผ. การประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 29 มิถุนายน 2547 ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีขณะนั้น เสนอว่า ถ้าสงวนพื้นที่อนุรักษ์ 18 ไร่ ก็คงไม่กระทบกระเทือน กฟผ.สักเท่าไหร่ พร้อมมอบให้ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ รองนายกฯ รับเรื่องไปศึกษา

ความเห็นของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เห็นควรอนุรักษ์ถึง 43 ไร่ เพราะเป็นหนึ่งสามของโลก ที่มีความหนาเกิน 10 เมตร
+ เป็นหอยน้ำจืดที่หนาที่สุในโลก
+ พบแผ่กระจายกว้างและมีปริมาณมากเป็นที่น่าอัศจรรย์
+ การสะสมตัวเป็นชั้นหนาของหอยเพียงสกุลเดียวเป็นเหตุการณ์พิเศษและหาได้ยากมากในโลก
+ การสะสมตัวหนาที่สุดในโลกของหอยแม่เมาะ เป็นที่สนใจของนักวิชาการทั่วโลก หากอนุรักษ์ทำให้การศึกษาวิทยาศาสตร์ของไทยและทั่วโลกมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น




การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์

นายศรีสะเกษ สมาน ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาสังคมและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน จ.ลำปาง กล่าวว่า จับพิรุธของ กฟผ.ได้ว่าให้ข้อมูลไม่ตรงกับความจริงที่ว่าพบซากหอยขมเนื้อที่ 43 ไร่ เพราะคณะที่เข้าไปตรวจสอบเห็นพ้องกันว่ามีมากกว่า 100 ไร่แน่นอน และหนาประมาณ 20 เมตร อีกทั้งยังปะปนด้วยซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ชนิดต่างๆ ที่ควรค่าแก่การศึกษามากที่สุด จึงรู้สึกว่า กฟผ.ให้ข้อมูลผิดๆ กับนายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้อง จนยอมให้ลดพื้นที่อนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์ แต่ถึงวันนี้สายเสียแล้ว ขอเรียกร้องให้คนทั้งประเทศและทั้งโลกช่วยกันประณาม กฟผ.ที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และโบราณวัตถุที่มีคุณค่ามหาศาลไปอย่างน่าเสียดาย
บทสัมภาส ข่าวหนังสือพิมพ์ : มติชน 11/09/2549
นางเบญจา เสกธีระ ที่ปรึกษากรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า ขอยืนยันว่าเป็นสุสานหอยน้ำจืดแห่งเดียวในโลกที่น่าอัศจรรย์ ควรศึกษาสภาพแวดล้อมและที่มาของการเกิด ขณะเดียวกันพบว่ามีซากหอยน้ำจืดหลายชนิด เช่น หอยขม หอยไซ หอยสองฝา ฟอสซิลเต่า ปลา แมลง ฟันสัตว์ ซึ่งไม่ตรงกับความเห็นของ ดร.อดุลย์ วิเชียรเจริญ ประธานกรรมการมรดกโลก ซึ่งระบุว่าไม่พบซากฟอสซิลหลากหลาย จึงไม่มีความสำคัญและมีคุณค่าทางมรดกโลก ดังนั้นเมื่อพบข้อมูลว่ามีซากสัตว์หลากหลายคงต้องพิจารณาใหม่
บทสัมภาส ข่าวหนังสือพิมพ์ : มติชน 11/09/2549
นางมะลิวรรณ นาควิโรจน์ เลขาธิการเครือข่ายสิทธิ์ผู้ป่วยแม่เมาะ เปิดเผยว่า จากการเข้าสำรวจซากฟอสซิล บริเวณที่ กฟผ. ที่ได้ทำการ นำซากฟอสซิลที่ขุดพบจากบ่อเหมืองถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง มากองรวมกันไว้อย่างมักง่าย และไม่มีการป้องกันการพังทลายจากภัยธรรมชาติและภัยจากการทำเหมือง เป็นเหตุให้ซากฟอสซิลอันควรค่าแก่การอนุรักษ์ต้องเสียหาย และยากที่จะให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เป็นที่น่าเศร้าใจสำหรับคนไทยและมวลนักอนุรักษ์ ซากโบราณของโลกยิ่ง
“วันนี้ความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของแหล่งการศึกษาความเป็นมาของโลก และต้นทุนทางปัญญาที่ไร้พรหมแดนปิดตัวลง เพราะการไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม และความมักง่ายเห็นแก่ได้ของกลุ่มนายทุนที่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ต่อให้ชดใช้เป็นเงินมูลค่าเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอและแน่นอนเพราะว่าความสูญเสียครั้งคือ การสูญเสียสมบัติของชาติและมรดกของโลก”

ในขณะที่ นายสุรชัย ตรงงาม ผู้ประสานงานโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม, ทนายความผู้รับมอบอำนาจฟ้องคดีปกป้องแหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์ ที่เหมืองแม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ต่อศาลปกครองกลาง ตามคดีหมายเลขดำที่ 459/2548 เปิดเผยว่า ศาลชั้นต้นตัดสิ้นคดีแล้วให้เราชนะ ซึ่งทางผู้ถูกฟ้องร้องก็อาจยื่นอุทธรณ์ได้ต่อไป แต่ถ้าคดีนี้สิ้นสุดจะทำให้เกิดคุณประโยชน์ใน 2 ประการ คือ 1 เป็นบทเรียนในการต่อสู้รักษาทรัพย์สมบัติ โบราณสถานโบราณวัตถุของชาติ ของคนในท้องถิ่น การทำงานของรัฐที่ไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทำให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม ดังนั้นการตัดสินใจใดๆ ก็ตามต้องไม่ให้รัฐมีอำนาจแต่เพียงฝ่ายเดียว ประการที่ 2 สิ่งที่สูญเสีย ได้ถูกทำลายไปแล้ว ทำให้เห็นว่าอนาคตการกระทำเช่นนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นบทเรียนที่รัฐต้องตอบว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น รัฐเอง การไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือองค์กรใด และจะรับผิดชอบอย่างไร ที่ไม่ใช่เพียงแค่การขอโทษ หรือการเยียวยา แต่ต้องหาทางป้องกันในทางกฎหมาย เพื่อสรุปเป็นบทเรียนสำหรับการตัดในสินคดีความต่อๆ ไป
นายสุรชัย ตรงงาม ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากชาวบ้าน และผู้ประสานงานโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เป็นสิทธิของเขาที่จะยื่นอุทธรณ์แม้จะส่งผลให้ทุเลาการบังคับคดีทางปกครองออกไป แต่ผู้ถูกฟ้องยังคงผูกพันให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล ที่มีอยู่หลายด้านซึ่งความเห็นส่วนตัวผู้ถูกฟ้องทั้ง 4 ราย ควรผลักดันให้เริ่มกระบวนการทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ได้ทันทีไม่ต้องรอคำตัดสินของศาล เนื่องจากกระบวนการศึกษาฯ ใช้เวลายาวนาน ที่สำคัญผู้ถูกฟ้องควรระวังเป็นอย่างยิ่งไม่ให้สุสานหอยเกิดการพังทลายก่อนที่ศาลจะชี้ขาดอีกครั้ง

นายอภิชัย ชวเจริญพันธ์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) กล่าวว่า จะหารือกับนักธรณีวิทยา และ กฟผ. เพื่อเตรียมวางแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่สุสานหอย ให้สอดคล้องกับคำสั่งศาลปกครอง จากนั้นจะเร่งลงไปสำรวจสภาพพื้นที่สุสานหอยว่าสภาพปัจจุบันเป็นอย่างไร จึงจะสามารถวางรูปแบบอนุรักษ์สุสานหอยต่อไป "ที่ผ่านมา กรมทรัพยากรธรณี พยายามทำดีที่สุดแล้ว การเป็นหน่วยราชการจึงอาจจะยากที่จะฟ้องร้องรัฐด้วยกันเอง ซึ่งการที่ชาวบ้านช่วยออกมาปกป้อง จนชนะคดีครั้งนี้ก็รู้สึกยินดีกับชาวบ้านด้วย และต่อไปก็คงเข้าไปช่วยในการอนุรักษ์พื้นที่" นายอภิชัยกล่าว
นายสุพจน์ หอมชื่น นายอำเภอแม่เมาะ กล่าวว่า การชุมนุมดังกล่าวถือเป็นการแสดงออกในความเห็นของชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกับการขุดสุสานหอยอายุ 13 ล้านปีของ กฟผ.เพราะต้องการอนุรักษ์พื้นที่บริเวณดังกล่าวเอาไว้ ซึ่งขัดแย้งกับแนวทางของ กฟผ.ที่ต้องการนำลิกไนต์บริเวณดังกล่าวมาใช้ กรณีที่เกิดขึ้นตนวางตัวเป็นกลางและเห็นด้วยกับทั้งสองฝ่ายกล่าวคือต้องการให้สุสานหอยเป็นมรดกที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และถือเป็นสมบัติของชาติ ขณะเดียวกันตนก็อยากได้ไฟฟ้าเช่นกัน ซึ่งหากไม่ให้ กฟผ.ใช้ลิกไนต์ในพื้นที่ดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อเรื่องไฟฟ้าได้
นายอำเภอแม่เมาะ กล่าวต่อว่า กรณีที่เกิดขึ้นตนในฐานะนายอำเภออยากให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้ามาคุยกันเพื่อหาจุดลงตัวให้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำตอบว่าเอาหรือไม่เอา แต่อาจใช้ทางเลือกที่ 3 ขึ้นมากล่าวคือให้ กฟผ.ขุดไปแต่ให้กระทบสุสานหอยให้น้อยที่สุดซึ่งตนคิดว่าแนวทางนี้อาจเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย
ด้านดร.วิฆเนศ ทรงธรรม จากกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า กฟผ.ควรยุติทำเหมืองบริเวณใกล้พื้นที่ 18 ไร่ชั่วคราวจนกว่าศาลจะพิพากษา เพราะซากหอยอาจได้รับอันตราย ที่ผ่านมากรมทรัพยากรธรณีก็ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ เพราะอ้างว่าพื้นที่อยู่ระหว่างฟ้องคดี
ส่วนนายสมชาย หอมลออ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาทนายความ กล่าวว่า คงต้องอาศัยคำสั่งศาลในการป้องกัน เพราะศาลสั่งคุ้มครองแล้วว่าห้ามดำเนินการใดๆอันอาจส่งผลให้ซากหอย 18 ไร่ ปัญหาคือใครจะเป็นผู้รับผิดชอบด้านค่าใช้จ่าย ซึ่งตามกฎหมายต้องเป็นกฟผ. เพราะกฟผ.มีหน้าที่ต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการแก้ไข และควรดำเนินการให้มีมติครม.ต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยกรมศิลปากร หรือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯต้องเป็นเจ้าภาพชงเรื่องเข้าไป

บทที่๒.๑ บทคัดย่อคำพิพากษา

บทที่๒.๑
บทคัดย่อคำพิพากษา

ในบทคัดย่อคำพิพากษานี้ผู้วิจัยได้หยิบยกประเด็นอันเป็นเหตุอันควร เกี่ยวกับกรณีการอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขม อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ยกเลิกประทานบัตร ที่ ๆ เกิดข้อพิพากอยู่ ซึ่งในคำพิพากษาฉบับสมบูรณ์ท่านสามารถค้นได้จากภาคผนวก ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการจัดเตรียมเป็นรูปเล่มไว้แล้ว

คำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ ๔๕๙/๒๕๔๘
คดีหมายเลขแดงที่ ๑๒๐๓/๒๕๕๐
ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
ศาลปกครองกลาง
วันที่ ๒๖ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๐
ผู้ฟ้องคดี นาย เฉลียว ธิสาระ และพวก รวม ๑๘ คน
ผู้ถูกฟ้องคดี คณะรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔
เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครอง โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฎิบัติ

กรณีมูลเหตุพิพาทนี้เกิดจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ดำเนินโครงการเหมืองลิกไนต์แม่เมาะบริเวณตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ตามคำขอประทานบัตรเลขที่ ๓-๖/๒๕๓๐ และ ๓๐/๒๕๓๕ และได้รับประทานบัตรเลขที่ ๒๔๓๔/๑๕๓๔๑ จำนวนเนื้อที่ ๒๙๖ ไร่ ๒ งาน ๓๓ ตารางวา มี
กำหนดระยะเวลา ๒๕ ปีนับตั่งแต่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ต่อมาเมื่อเดือน มิถุนายน ๒๕๔๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้ดำเนินการเปิดหน้าดินบริเวณที่ทำเหมืองและได้พบซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์บนประทานบัตรดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้แจ้งเรื่องกรณีดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่จังหวัดลำปาง
สรุปได้ว่า ชั้นซากหอยขมมีลักษณะเป็น รูปเลนส์แทรกอยู่ระหว่างชั้นหิน K๔ ซึ่งอยู่ด้านล่าง และ ชั้น K๓ ปิดทับอยู่ชั้นบน ครอบคลุมพื้นที่เป็นจำนวนบริเวณ ๔๓ ไร่ และเป็นชั้นฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ที่มีความหนาประมาณ ๑๒ เมตร นับได้ว่าเป็นชั้นซากฟอสซิลหอยที่มีความหนาที่สุดในโลก
และมีมติให้รองนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นผู้กำกับดูแล จากนั้นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีหนังสือถึงกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อให้พิจรณาดำเนินการกันพื้นที่ที่พบซากฟอสซิลหอยขม ๑๓ ล้านปีเนื้อที่ ๔๓ ไร่ ออกจากเขตประทานบัตรเลขที่ ๒๔๓๔๙/๑๕๓๔๑ ตามมาตรา ๙ ตรีแห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ เพื่อให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะได้ประกาศเป็นพื้นที่สำรวจ ทดลอง ศึกษา วิจัย ตามมาตรา ๖ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ และจะได้ดำเนินการร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ พัฒนาเป็นแหล่งศึกษาของนักเรียน นักศึกษา และเป็นแหล่งท่องเที่ยวของประเทศต่อไป ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีมติในที่ประชุมเมื่อวันที่ ๑๗กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้ (๑) ให้กระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินการกันพื้นที่แหล่งพบซากหอยดึกดำบรรพ์จำนวน ๔๓ ไร่ออกจากประทานบัตร ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ (๒) ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศพื้นที่แหล่งพบซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ที่กันออกตามข้อ ๑ เป็นพื้นที่สำรวจ ทดลอง ศึกษาวิจัย ตามมาตรา ๖ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติแร่ ปี ๒๕๑๐ (๓) ให้กระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศพื้นที่ตามข้อ ๑ เป็นเขตอนุรักษ์ซากหอยขมดึกดำบรรพ์ เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรณีวิทยา หรืออุทยานธรณีวิทยา ตามหลักเกณฑ์ของยูเนโก
จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงพลังงาน ตามหนังสือลงวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๔๗ เรื่องขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี ในการอนุรักษ์ซากฟอสซิลที่เหมืองแม่เมาะ โดยขอลดพื้นที่ จาก ๔๓ ไร่ เป็น ๑๘ ไร่ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีความว่า “เห็นชอบกับผลการศึกษาและตรวจสอบในรายละเอียดร่วมกันระหว่าง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ในการคัดเลือกพื้นที่ใหม่ ในแปลงประทานบัตรเลขที่ ๒๔๓๔๙/๑๕๓๔๑ รวมเนื้อที่ประมาณ ๕๒ ไร่ ซึ่งรวมพื้นที่ที่ตั้งซากฟอสซิลจำนวน ๑๘ ไร่
ในที่ประชุมเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ การกันเขตที่ครอบคลุมซากฟอสซิลหอยขมคึกดำบรรพ์เต็มพื้นที่แร่ในขณะนั้นมีการกันพื้นที่ ๕๒ ไร่ คิดเป็นพื้นที่ที่ครอบคลุมซากฟอสซิลเพียง ๑๘ ไร่ และอีก ๓๔ ไร่ เป็น พื้นที่ที่ถูกใช้สำหรับการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งและอาคารถาวร และทางออกสู่ทางสาธาณะ ซึ่งแต่เดิมกรมทรัพยากรธรณีดังกล่าวเห็นว่าพื้นที่อนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมควรมีพื้นที่รวม ๔๓ ไร่ มิใช้ ๑๘ ไร่
ต่อมาเมื่อราวเดือนมีนาคม ๒๕๔๘ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ โดยบริษัท อิตาเลียนไทย ดิเวลอปเมนท์จำกัด (มหาชน)ได้เข้าไถทำลายซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ที่อยู่นอกเขตพื้นที่อนุรักษ์ ๑๘ ไร่ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๗ เสียหายไปแล้วบางส่วน โดยอ้างว่ามีมติประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้อำนาจไว้ ทำให้ประชาชน ชุมชน องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง และองค์กรบริหารส่วนตำบลแม่เมาะ ภาคธุรกิจเอกชนในจังหวัดลำปาง ต้องรวมตัวกันออกมาเพื่อคัดค้านการทำลายซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์สมบัติโบราณคดีที่สำคัญ
นอกจากนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพพื้นที่ที่ค้นพบซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๘ มีความเป็นว่า การค้นพบซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ดังกล่าว เป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่เป็นสาระสำคัญต่อการดำเนินการ ควรดำเนินการศึกษาและจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมก่อนที่จะมีการประกอบกิจการการทำเหมืองแร่ในบริเวณดังกล่าว และจากนั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอข้อเสนอแนะนโยบายกรณีซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ในบริเวณโครงการการทำเหมืองแร่ลิกไนต์แม่เมาะ เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๘ และแม้จะมีการคัดค้านการไถทำลายซากหอยขมฟอสซิลดึกดำบรรพ์ แต่ยังปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ยืนยันถึงความจำเป็นที่จะต้องทำเหมืองแร่ในบริเวณดังกล่าว
ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบแปดเห็นว่า ซากฟอสซิลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากซากสัตว์หรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิต ดังนั้นจึงเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และประวัติชีวิตในอดีตที่บ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่ผิดบกติที่เกิดขึ้นในโลก เป็นหลักฐานสำคัญที่สามารถนำมาย้อนเวลากลับไปสู่โลกในยุคต่าง ๆ เพื่อนำมาเป็นกรณีศึกษาของคนรุ่นหลัง ในการดำเนินชีวิตต่อไป ประเทศต่าง ๆ ในโลกได้เล็งเห็นถึงคุณค่าของซากพืชซากสัตว์ หรือฟอสซิลดึกดำบรรพ์เป็นอย่างมากถึงกับมีการให้มีการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
อีกประการหนึ่ง ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบแปดเห็นว่าซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ที่ค้นพบมีสถานะเป็นโบราณวัตถุ ตามนัยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติโบราณสาน โบราณวัตถุศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งจะต้องได้รับการคุ้มครองภายใต้พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว และให้คณะกรรมการกฤษฏีกาตีความ ถึงซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์แม่เมาะ เป็น “โบราณวัตถุ” ซึ่ง คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 8 เห็นว่าซากฟอสซิลไม่มีประโยชน์ในทางศิลปแต่อย่างใด และไม่เป็นประโยชน์แก่การศึกษาทางโบราณคดี เพราะไม่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของมนุษย์แต่อย่างใด เว้นแต่ซากฟอสซิลนั้นมีความเชื่อมโยงกับมนุษยชาติ เช่น เป็นซากฟอสซิลของเอพ(ape) ที่มีเค้าโครงว่าเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์
ส่วนด้านประวัติศาสตร์นั้น เห็นว่าวิชาประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ศึกษาครอบคลุมเรื่องราวในอดีต ไม่ได้จำกัดแต่เพียงเรื่องราวของมนุษยชาติเท่านั้น หากแต่รวมถึงประวัติศาสตร์ธรรมชาติ หรือประวัติศาสตร์โลกด้วย เมื่อซากฟอสซิลเป็นประโยชน์ในการศึกษาถึงความเป็นมาของสิ่งแวดล้อมและดินแดนที่เกี่ยวข้อง ซากฟอสซิลจึงเป็นประโยชน์ในการศึกษาประวัติศาสตร์ธรรมชาติและประวัติศาสตร์โลกโดยตรง เมื่อพิจารณาความเห็นทางวิชาการโดยสรุปแล้ว จึงเห็นได้ว่าซากฟอสซิลเป็น "โบราณวัตถุ" ตามความหมายที่กำหนดไว้ในบทนิยามของ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุฯ
คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 8 ยังมีความเห็นเพิ่มเติมว่า แม้กฎหมายจะหมายความรวมถึงซากฟอสซิล หากจะได้มีการปรับปรุงบทนิยามคำว่า "โบราณวัตถุ" เสียใหม่ให้ชัดเจน หรือมีกฎหมายคุ้มครองซากฟอสซิลขึ้นเป็นการเฉพาะ ก็น่าจะเป็นประโยชน์แก่การคุ้มครองและสงวนรักษาสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของชาติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
โดยพฤติการณ์ซึ่งไม่มีผู้ไดสามารถอ้างว่าเป็นเจ้าของได้ไม่ว่าที่ที่ซ่อนหรือฝังหรือทอดทิ้งจะอยู่ในกรรมสิทธิ์หรือความครอบครอง ของบุคคลใดหรือไม่ ให้ตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสิบแปดเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ข้างต้นทั้งหมดเห็นได้ว่าซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ที่ถูกค้นพบบริเวณเหมืองแม่เมาะ มีสถานะเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินตามมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้ทำการดำเนินการไถทำลายซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ดังกล่าวเสียหายไปถึง ๑๒ ไร่ โดยมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฏหมายเกี่ยวข้องกำหนดแต่อย่างใดนอกจากนี้ เนื่องจากรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาเห็นชอบคณะกรรมการผู้ชำนาญมิได้มีการศึกษาเสนอมาตรการในการป้องกันและแก้ไขผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ถ่านหินที่อาจเกิดในบริเวณที่ค้นพบซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ไว้
สำหรับการไถทำลายซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ดังกล่าว ในช่วงปลายเดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ และต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้ดำเนินการมิชอบด้วยกฎหมายหลายประการโดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากการออกคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ถูกฟ้องร้องคดีที่๑ ในการละเว้นไม่ปฏิบัติหรือ ฝ่าฝืนกฎหมายของผู้ถูกฟ้องร้องคดีที่ ๒ ถึง ผู้ถูกฟ้องร้องคดีที่ ๔
ดังนั้นเพื่อไม่ให้แหล่งซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์แม่เมาะถูกไถทำลายได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงเพิ่มขึ้นโดยไม่อาจเยี่ยวยาแก้ใขได้ภายหลัง ผู้ฟ้องร้องคดีทั้งสิบแปดจึงมีความประสงค์ขอให้ศาลปกครองได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามมติคณะรัฐมนตรีของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่กำหนดการอนุรักษ์ซากหอยขมไว้เพียง ๑๘ ไร่ จาก ๔๓ ไร่ ที่กำหนดไว้เดิมและทุเลาการบังคับตามประทานบัตร การดำเนินโครงการเหมืองลิกไนต์ แปลงเลขที่ ๒๔๓๔๙/๑๕๓๔๑ในส่วนของแหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์ไว้เป็นการชั่วคราว โดยให้ผู้ถูกฟ้องร้องคดีที่ ๔ ระงับการไถขุดทำลายแหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนศาลจะมีคำพิพากษา

.
.
.
.
.

คำพิพากษาให้เพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๗ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพิกถอนประทานบัตรเลขที่ ๒๔๓๔๙/๑๕๓๔๑ ในส่วนที่เป็นพื้นที่แหล่งซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์จำนวนเนื้อที่ ๔๓ ไร่ โดยให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน และให้ผู้ถูกฟ้องร้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ควบคุมและสั่งการให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไขแนบท้ายประทานบัตรเลขที่ ๒๔๓๔๙/๑๕๓๔๑ โดยจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมกรณีแหล่งซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์เพิ่มเติมเพื่อขอรับความเห็นชอบจากคณะผู้ชำนาญการ โดยกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ดำเนินการจัดทำสิ่งป้องกันมิให้เกิดการพังทลายของซากฟอสซิลอันเกิดจากการทำเหมืองถ่านหินลิกไนต์และภัยธรรมชาติ และให้ผู้ฟ้องร้องคดีที่ ๑ สั่งการให้กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนแหล่งซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์เป็นเขตโบราณสถาน โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน ๑๘๐ วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก


นายวีระ แสงสมบูรณ์ ตุลาการเจ้าของสำนวน
ตุลาการศาลปกครองกลาง

นายสมชาย เอมโอช
ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง

นายอุดมศักดิ์ อังศุพิสิฐ
ตุลาการศาลปกครองกลาง

นางนฤมล ธรรมครองอาตม์
ตุลาการผู้แถลงคดี

บทที่ ๓ วิธีดำเนินวิจัย

ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
ประชากรและแกนนำพื้นที่
เจ้าหน้าที่ และหน่วงงานที่เกี่ยวข้อง
การเก็บรวบรวมข้อมูล

ประชากรและแกนนำพื้นที่
ประชากร
ประชากรที่ใช้ในงานวิจัยในครั้งนี้ได้แก่ ประชากรที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จำนวน ๒๐ หลังคาเรือน คือ ชุมชน บ้านห้วยคิง ๑๐ หลังคาเรือน ชุมชนหัวฝาย ๗ หลังคาเรือน ชุมชน ห้วยเป็ด ๓ หลังคาเรือน
แกนนำพื้นที่
แกนนำพื้นที่ แกนนำที่มีบทบาทและร่วมขบวบการอนุรักษ์ซากฟอสซิลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยแกนนำทั้งหมดล่วนแต่เป็นชาวบ้านที่อยู่รอบเหมืองถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะทั้งสิ้น ได้แก่
คุณ มะลิวรรณ นาควิโรจน์ แกนนำชุมชนบ้านห้วยคิง
คุณ สมเพียร สายคำ แกนนำชุมชนบ้านห้วยเป็ด
คุณ นฤดล สุชาติพงษ์ แกนนำชุมชนบ้านหัวฝาย

เจ้าหน้าที่ และหน่วงงานที่เกี่ยวข้อง

เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจกรรมการทำเหมือง และเป็นตัวแปรสำคัญต่อปัจจัยการอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยดึกดำบรรพ์แม่เมาะ อันได้แก่
คุณ เสริมศักดิ์ สีสันต์ นายอำเภอ แม่เมาะ
คุณ ศศิน เฉลิมลาภ มูลนิธิสืบนาคเสถียรนักธรณีวิทยา
คุณ ชาญณรงค์ ถนัดวณิชย์ ตัวแทน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
คุณ วสันต์ พานิช กรรมการสิทธิมนุษย์ชนแห่งชาติ
คุณ นิวัติ อินเส่ง ปลัดป้องกันอำเภอแม่เมาะ
คุณ ประสิทธิ์ ศิริศรีสกุลชัย ประธานหอการค้า
คุณ จรัส ใหม่ยศ ตัวแทนองค์กรอิสระ

หน่วงงานที่เกี่ยวข้อง หน่วงงานที่เกี่ยวข้องเป็นหน่วยงานที่เข้ามากำกับดูแลการดำเนินการการขุดค้าพบซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์แม่เมาะ ได้แก่
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
กรรมการสิทธิมนุษย์ชนแห่งชาติ
กรมทรัพยากรธรณี
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กรมศิลปกร
หอการค้าจังหวัด
สภาทนายความ

การเก็บรวบรวมข้อมูล

การเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยได้ทำแบบสอบถามด้วยตัวเอง โดยลงพื้นที่ทั้ง ๓ ชุมชน แล้วทำแบบสอบถามรวมถึงได้เข้าพูดคุยแลกเปรียนเรียนรู้ และหารือแนวทางการทำงานร่วม ทั้ง ๓ ชุมชน ได้แก่ ชุมชน ห้วยคิง ชุมชนห้วยเป็ด ชุมชนหัวฝาย โดยการเลือกลงพื้นที่เก็บข้อมูลประชากรในพื้นที่ผู้วิจัยไม่ได้เจาะจงบ้านที่จะเข้าเก็บข้อมูล แต่เลือกดูบ้านที่มีความห่างไกลกันเป็นระยะ เพื่อให้ได้ข้อมูลแบบกระจาย ตามชมชน ใช้การสุ่มตามความสะดวก ตามสภาพภูมิศาสตร์ พื้นที่ชุมชน หลังจากนั้นผู้วิจัยได้นำข้อมูลที่ได้เพื่อมาทำการวิจัยต่อไป

บทที่ ๔ ปัจจัยหลักของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามผล

บทที่ ๔
ปัจจัยหลักของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามผล

ในส่วนของปัจจัยหลักของการมีส่วนร่วม ผู้วิจัยได้มองไปถึงหลักการ แนวคิด การตัดสินใจ ซึ่งโดยหลักการเท็จจริงแล้วการมีส่วนร่วมภาคประชาชนจะสอดคล้องกับการขับเคลื่อนระดับภาครัฐและเอกชน โดยมีตัวแปลสำคัญคือการมีส่วนรวมภาคประชาชน โดยประเด็น เนื้อหาการขับเคลื่อนจัดประเด็นได้ดังนี้

มิถุนายน ๒๕๔๖ อนึ่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ขุดพบที่เหมืองแม่เมาะจังหวัดลำปาง ในเขตของการขุดเหมืองลิกไนต์ ทางด้านทิศใต้ ตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายน 2546 พบชั้นดินที่ผิดปกติ เมื่อตรวจสอบ กลับพบแต่ซากของเปลือกหอยขม โดยชั้นของเปลือกหอยมีบริเวณกว้างขึ้นสัมพันธ์กับการขุดหน้าดินขยายเหมืองไปทางทิศใต้ และได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานแร่ประจำท้องที่จังหวัดลำปาง

ซากฟอสซิลที่เกิดจากการขุดค้นพบจากการทำเหมืองลิกไนต์ อ.แม่เมาะ

กรกฎาคม ๒๕๔๖ กรมทรัพยากรธรณี (ทธ.)ส่งเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกรมอุตสากรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่เข้าพื้นที่สำรวจและตรวจสอบพบว่า ซากฟอสซิลที่พบ เป็นหอยที่เคยพบในพื้นที่หลายแห่งในประเทศไทย อยู่ในตระกูลหอยวงศ์ Vivaiparidea ซึ่งเป็นหอยขมน้ำจืด ที่จะพบอยู่ในช่วงอายุ Jurassic ถึง Recent คือ ประมาณ 200 ล้านปีมาแล้ว โดยกรมทรัพยากรธรณีมีข้อสรุปจากการเข้าตรวจสอบพื้นที่ ว่า ให้อนุรักษ์ไว้ แต่เพื่อไม่ให้กระทบกับการทำเหมืองทั้งระบบ จึงแจ้งให้ กฟผ. อนุรักษ์ ไว้เท่าที่จำเป็นและเริ่มมีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับสุสานหอยในกลุ่มประชาชนเมืองลำปาง
แต่ไม่มีประชาชนคนใดเคยเห็นพื้นที่ แต่ก็เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์ กันว่า ถ้าเป็นซากฟอสซิลหอยโบราณจริง ๆ ก็ควรจะอนุรักษ์ไว้

ข้อมูลจากการศึกษาของศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยสัญญาคุ้มครองมรดกโลกระบุว่า หอยบริเวณดังกล่าวเป็นหอยที่ไม่สามารถบ่งบอกอายุได้ชัดเจน จึงไม่เป็น Key index fossil หรือไม่สามารถใช้เป็นหอยที่จะศึกษาถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตได้ อีกทั้งบริเวณที่ทำเหมืองเป็นพื้นที่ที่ขาดความหลากหลายทางชีวภาพจึงไม่สามารถจะประกาศเป็นมรดกโลก


๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ครม.มีมติครั้งแรก ให้อนุรักษ์พื้นที่ทั้งหมด 43 ไร่ เป็นแหล่งศึกษาวิจัยและท่องเที่ยว

๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๗ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเสนอว่า หากจะสงวนพื้นที่ดังกล่าวไว้เป็นเขตอนุรักษ์ 18 ไร่ จะไม่กระทบการดำเนินการของ กฟผ.มากนัก และให้ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ รองนายกรัฐมนตรี รับเรื่องไปศึกษา

๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๗ คณะรัฐมนตรีเพิกถอนมติครม. 17 ก.พ.47 กฟผ.ส่งเรื่องให้ครม.ทบทวนมติเดิม โดยลดพื้นที่เหลือเพียง 18 ไร่ ด้วยเหตุผลในเชิงวิศวกรรมการขุดถ่านหิน ต่อมาวันที่ 21 ธ.ค.47 ครม.มีมติอีกครั้งให้ลดพื้นที่อนุรักษ์ซากหอยขมดึกดำบรรพ์เหลือ 18 ไร่ตามความต้องการของกฟผ.

ปลายเดือน ธันวาคม ๒๕๔๗ ทรัพยากรธรรมชาติฯขอสงวนเป็นแหล่งมรดกโลก

๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ นายสหาย รักเหย้า รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง แจ้งว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้หยุดการขุดถ่านหินที่อำเภอแม่เมาะบริเวณที่พบฟอสซิลหอยขม เนื่องจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯขอสงวนเป็นแหล่งมรดกโลก จำนวน 43 ไร่ ซึ่ง กฟผ.ได้ขอให้คณะรัฐมนตรีทบทวนพื้นที่สงวนลดลงเป็น 18 ไร่ ซึ่งกรมทรัพยากรธรณีได้ประชุมหารือร่วมกับ กฟผ.และมีผลสรุปคือ สามารถกำหนดพื้นที่ใหม่ที่เหมาะสมและยังอยู่ในเขตสัมประทาน รวม 52 ไร่ เป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่มีซากฟอสซิลหอยเดิม 18 ไร่ด้วย ซึ่งในการกำหนดพื้นที่ใหม่และมีจำนวนเพิ่มขึ้น เพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารประกอบต่าง ๆเช่น ที่จอดรถ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง โดยพื้นที่ที่เสนอนี้ไม่กระทบกับแผนการทำเหมืองของ กฟผ. และบรรลุวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์พื้นที่ของกรมทรัพยากรธรณี รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียดอีกครั้งของคณะกรรมการมรดกโลกประจำประเทศไทย พบว่า แหล่งฟอสซิลที่จะเข้าข่ายเป็นมรดกโลกได้นั้น จะต้องมีคุณค่าโดดเด่นในระดับสากล และมีอายุด้านธรณีวิทยายาวนานกว่านี้ และต้องมีความหลากหลายของซากชนิดต่าง ๆ เป็นฟอสซิลที่เป็นดัชนีชี้ให้เห็นภาพของสิ่งมีชีวิตในสมัยดึกดำบรรพ์ ซึ่งซากฟอสซิลที่แม่เมาะไม่เข้าข่ายดังกล่าว ดังนั้นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงจัดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง
คณะรัฐมนตรี(ครม.) คณะที่ 6 (ฝ่ายสังคม) ได้มอบหมายให้กรมศิลปากรขอหารือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความหมายของนิยามคำว่า "โบราณวัถตุ" ตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุฯจะครอบคลุมถึงซากฟอสซิลหรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 8 ได้พิจารณาปัญหาข้อหารือของกรมศิลปากร และรับฟังคำชี้แจงจากผู้แทนกรมศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากร กรมทรัพยากรธรณี สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมาคมโบราณคดีแห่งประเทศไทย

๗ มีนาคม ๒๕๔๘ คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าซากฟอสซิลสุสานหอยน้ำจืดอายุ 13 ล้านปีที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง เป็น "โบราณวัตถุ" ตามนิยามของ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เนื่องจากเป็นของโบราณที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ธรรมชาติและประวัติศาสตร์โลก หลังจากกรมศิลปากรได้ขอหารือข้อกฎหมายว่าสุสานหอยดังกล่าวเป็น "โบราณวัตถุ" ตาม พ.ร.บ.โบราณสถานนักวิชาการอิสระด้านโบราณคดี(นายศรีศักร วัลลิโภดม) แล้ว คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 8 เห็นว่าซากฟอสซิลไม่มีประโยชน์ในทางศิลปแต่อย่างใด และไม่เป็นประโยชน์แก่การศึกษาทางโบราณคดี เพราะไม่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของมนุษย์แต่อย่างใด เว้นแต่ซากฟอสซิลนั้นมีความเชื่อมโยงกับมนุษยชาติ เช่น เป็นซากฟอสซิลของเอพ(ape) ที่มีเค้าโครงว่าเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ส่วนด้านประวัติศาสตร์นั้น เห็นว่าวิชาประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ศึกษาครอบคลุมเรื่องราวในอดีต ไม่ได้จำกัดแต่เพียงเรื่องราวของมนุษยชาติเท่านั้น หากแต่รวมถึงประวัติศาสตร์ธรรมชาติ หรือประวัติศาสตร์โลกด้วย เมื่อซากฟอสซิลเป็นประโยชน์ในการศึกษาถึงความเป็นมาของสิ่งแวดล้อมและดินแดนที่เกี่ยวข้อง ซากฟอสซิลจึงเป็นประโยชน์ในการศึกษาประวัติศาสตร์ธรรมชาติและประวัติศาสตร์โลกโดยตรง เมื่อพิจารณาความเห็นทางวิชาการโดยสรุปแล้ว จึงเห็นได้ว่าซากฟอสซิลเป็น "โบราณวัตถุ" ตามความหมายที่กำหนดไว้ในบทนิยามของ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุฯ

๙ นาคม ๒๕๔๘ จากนั้นจึงได้มีการรวบรวมข้อมูลและเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะชนและรณรงค์ให้กลุ่มภาคประชาสังคมทั้งในและนอกจังหวัดลำปางได้เข้ามาร่วมกันอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ 13 ล้านปี พร้อมกับร้องขอไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดนายวสันต์ พานิช อนุกรรมการด้านสิทธิ์มนุษยชนด้านทรัพยากรน้ำและแร่ เข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2548 โดยได้พบว่ามีการทำลายซากหอยขม อายุ 13 ล้านปีไปอย่างน่าเสียดายโดยที่ยังไม่ได้ทำการศึกษาความเป็นมาที่ไม่เคยพบเห็นที่ใหนมาก่อนในโลก วันที่ 9 มีนาคม 2548 ที่ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีการประชุมระว่าง ตัวแทน อบจ. ภาคเอกชน ภาคประชาชน องค์กรอิสระ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อ.แม่เมาะ เพื่อกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหว ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ชะลอการระเบิดสุสานหอยขมดึกดำบรรพ์ 13 ล้านปี เพื่อขุดถ่านหินลิกไนต์ไว้ก่อน

๑๔ มีนาคม ๒๕๔๘ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(แม่เมาะ) จังหวัดลำปาง นายพายัพ พงษ์พิโรดม ผู้ช่วยผู้ว่าการเชื้อเพลิงแข็ง กฟผ.ได้เชิญตัวแทนกลุ่มผู้ที่คัดค้าน การขุดเหมือง บริเวณซากฟอสซิลหอยอายุหลายล้านปีจำนวน 43 ไร่ เข้ารับฟังการชี้แจง ถึงเหตุผลและความจำเป็น ในการที่จะต้องเดินเครื่องจักรขุดถ่านหิน ในบริเวณดังกล่าวจำนวน 25 ไร่ ในวันที่ 17 มี.ค.48 หลังจากที่ชะลอเวลาในการดำเนินการมา 15 วัน(2-16 มี.ค.48) เพื่อให้กรมทรัพยากรธรณีเข้าไปสำรวจ ถึงแนวทางการอนุรักษ์ที่ชัดเจนก่อน ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนในทรัพยากรน้ำและแร่ นายพายัพ กล่าวว่า ในวันที่ 17 มี.ค.48 จำเป็นที่จะต้องให้บริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวล๊อปเม้นต์ จำกัด(มหาชน) ดำเนินการขุดเหมือง เพราะได้หยุดมาแล้ว 15 วัน และเคยหยุดต่อเนื่องมาแล้วก่อนหน้านี้ประมาณ 1 ปี ซึ่งได้ก่อให้เกิดความเสียหายมาอย่างมากแล้ว ทั้งนี้ระหว่างการขุดเหมือง กรมทรัพยากรธรณี ยังคงสามารถเข้าไปศึกษาในพื้นที่ซากฟอสซิลหอย ที่อนุรักษ์ไว้จำนวน 18 ไร่ได้ตามปกติ สำหรับการที่เครือข่ายสิทธิมนุษยชน จังหวัดลำปาง และองค์กรเอกชน เสนอให้ยุติการดำเนินการขุดเหมืองไว้ก่อนเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าศึกษาอย่างละเอียด ว่าสมควรอนุรักษ์พื้นที่ไว้ทั้งหมด 43 ไร่หรือไม่ นายพายัพ กล่าวว่า หากต้องอนุรักษ์พื้นที่ทั้งหมดไว้ จะทำให้ต้องสูญเสียถ่านหินลิกไนต์ ที่จะนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าไปจำนวน 265 ตัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 132,500 ล้านบาท ทั้งนี้ ที่ยังไม่รวมไปถึงผลกระทบ ที่จะทำให้เหมืองแม่เมาะ ต้องปิดเหมืองก่อนกำหนดถึง 26 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมหาศาล ต่อเศรษฐกิจของจังหวัดลำปาง เพราะปัจจุบันการทำเหมืองลิกไนต์ ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนกับเศรษฐกิจของจังหวัดลำปางถึงปีละประมาณ 7,000 ล้านบาท โดยหากคิดการเสียโอกาส 26 ปี จะคิดเป็นเงินประมาณ 182,000 ล้านบาท
นายประสิทธิ์ สิริศรีสกุลชัย ประธานหอการค้าจังหวัดลำปาง กล่าวว่า หากกฟผ.ยืนยันว่าได้อนุรักษ์แล้วและมีความจำเป็นที่จะต้องขุดต่อ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ตามที่ได้ชี้แจง ก็ขอให้ขุดสุสานหอยในพื้นที่ 25 ไร่ที่ทำการขุดไปแล้ว มาไว้ในบริเวณ 18 ไร่ กับอีก 34 ไร่ นอกเขตสัมปทานที่ กฟผ.กันไว้เพิ่มเติม เพื่ออนุรักษ์หอยไว้เพื่อการศึกษาและการท่องเที่ยวต่อไป นายศรีสะเกษ สมาน เครือข่ายสิทธิมนุษยชนจังหวัดลำปาง ยืนยันว่า จะยังคงเคลื่อนไหวต่อไปเพื่อคัดค้านการดำเนินงานของ กฟผ.โดยที่จะมีการรวบรวมรายชื่อผู้ที่ไม่เห็นด้วย จัดทำเป็นหนังสือยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ผ่านถึงผู้บริการ กฟผ.และนายกรัฐมนตรี ภายในวันที่ 15 มี.ค.48 นอกจากนี้ยังจะมีการศึกษาข้อกฎหมายด้วยว่าจะสามารถดำเนินการเอาผิด กฟผ.ได้อย่างไรบ้าง

๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ ชาวบ้าน จ.ลำปางจำนวนประมาณ 200 คนได้ชุมนุมกันบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเพื่อเรียกร้องให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ยุติการขุดสุสานหอยอายุ 13 ล้านปีบริเวณเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ ซึ่ง กฟผ.เตรียมดำเนินการขุดเพื่อนำลิกไนต์ในพื้นที่ดังกล่าวในวันที่ 17 มี.ค.นี้ อย่างไรก็ตามในการชุมนุมครั้งนี้ชาวบ้านยังมีการล่ารายชื่อชาวบ้านเพื่อคัดค้านการขุดสุสานหอยดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีการยื่นหนังสือคัดค้านการดำเนินการของ กฟผ.ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผ่านทางจังหวัดลำปางด้วย
นายสุรพล ตันสุวรรณ สมาชิกสภาเทศบาลนครลำปางในฐานะตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่า ชาวบ้านกว่า 200 คนมายื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้ กฟผ.ชะลอการเปิดหน้าดินออกไปก่อน และให้ศึกษาถึงความสำคัญของสุสานหอยตามมาตรา 6 และ 9 ของ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2516 ก่อน นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแสดงจุดยืน และให้คำตอบที่ชัดเจนต่อเรื่องนี้ภายในวันที่ 25 มี.ค.นี้ "เมื่อก่อนคนลำปางไม่เคยรู้ข้อมูล จึงไม่มีการเคลื่อนไหว แต่ตอนนี้ตื่นตัวกันมาก ในเวลาเพียง 3 วันก็ได้รายชื่อผู้สนับสนุนให้มีการชะลอการเปิดหน้าดินบริเวณที่เป็นสุสานหอยถึง 1,389 ชื่อ ด้วยเหตุผลที่ว่าสิ่งนี้ถือเป็นสมบัติของชาติ และเป็นมรดกของโลกที่ผ่านกาลเวลาอันยาวนาน การใช้เวลาอันสั้นในการตัดสินใจ และทำลายลงไปถือว่าไม่เป็นธรรมต่อสังคม" นายสุรพล กล่าว
นายสุพจน์ หอมชื่น นายอำเภอแม่เมาะ กล่าวว่า การชุมนุมดังกล่าวถือเป็นการแสดงออกในความเห็นของชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกับการขุดสุสานหอยอายุ 13 ล้านปีของ กฟผ.เพราะต้องการอนุรักษ์พื้นที่บริเวณดังกล่าวเอาไว้ ซึ่งขัดแย้งกับแนวทางของ กฟผ.ที่ต้องการนำลิกไนต์บริเวณดังกล่าวมาใช้ กรณีที่เกิดขึ้นตนวางตัวเป็นกลางและเห็นด้วยกับทั้งสองฝ่ายกล่าวคือต้องการให้สุสานหอยเป็นมรดกที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และถือเป็นสมบัติของชาติ ขณะเดียวกันตนก็อยากได้ไฟฟ้าเช่นกัน ซึ่งหากไม่ให้ กฟผ.ใช้ลิกไนต์ในพื้นที่ดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อเรื่องไฟฟ้าได้ กรณีที่เกิดขึ้นตนในฐานะนายอำเภออยากให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้ามาคุยกันเพื่อหาจุดลงตัวให้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำตอบว่าเอาหรือไม่เอา แต่อาจใช้ทางเลือกที่ 3 ขึ้นมากล่าวคือให้ กฟผ.ขุดไปแต่ให้กระทบสุสานหอยให้น้อยที่สุดซึ่งตนคิดว่าแนวทางนี้อาจเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย
นายประสิทธิ์ สิริศรีสกุลชัย ประธานหอการค้า จ.ลำปาง กล่าวว่า กรณีสุสานหอยทางหอการค้ามีจุดยืนที่เป็นกลางและต้องให้ทุกฝ่ายมีข้อสรุปที่ลงตัวคือให้ กฟผ.มีลิกไนต์ใช้และให้ประชาชนได้อนุรักษ์สุสานหอยและเป็นสมบัติของชาติ อีกทั้งที่ผ่านมาตนได้ประสานงานกับ กฟผ.ไปว่าพื้นที่จำนวน 25 ไร่หากมีการขุดก็ย่อมกระทบสุสานหอย ดังนั้น หาก กฟผ.ขุดก็ควรนำซากหอยเหล่านั้นมาจัดแสดงเพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาของประชาชนและควรตั้งแสดงในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ส่วน 18 ไร่ที่ กฟผ.กันไว้

๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ นางมะลิวรรณ นาควิโรจน์ เลขาธิการเครือข่ายสิทธิ์ผู้ป่วยแม่เมาะ เปิดเผยว่า จากการเข้าสำรวจซากฟอสซิล บริเวณที่ กฟผ. ที่ได้ทำการ นำซากฟอสซิลที่ขุดพบจากบ่อเหมืองถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง มากองรวมกันไว้อย่างมักง่าย และไม่มีการป้องกันการพังทลายจากภัยธรรมชาติและภัยจากการทำเหมือง เป็นเหตุให้ซากฟอสซิลอันควรค่าแก่การอนุรักษ์ต้องเสียหาย และยากที่จะให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เป็นที่น่าเศร้าใจสำหรับคนไทยและมวลนักอนุรักษ์ ซากโบราณของโลกยิ่ง
“วันนี้ความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของแหล่งการศึกษาความเป็นมาของโลก และต้นทุนทางปัญญาที่ไร้พรหมแดนปิดตัวลง เพราะการไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม และความมักง่ายเห็นแก่ได้ของกลุ่มนายทุนที่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ต่อให้ชดใช้เป็นเงินมูลค่าเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอและแน่นอนเพราะว่าความสูญเสียครั้งคือ การสูญเสียสมบัติของชาติและมรดกของโลก” นางมะลิวรรณ กล่าว
ด้านนายสุรชัย ตรงงาม ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากชาวบ้าน และผู้ประสานงานโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เป็นสิทธิของเขาที่จะยื่นอุทธรณ์แม้จะส่งผลให้ทุเลาการบังคับคดีทางปกครองออกไป แต่ผู้ถูกฟ้องยังคงผูกพันให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล ที่มีอยู่หลายด้านซึ่งความเห็นส่วนตัวผู้ถูกฟ้องทั้ง 4 ราย ควรผลักดันให้เริ่มกระบวนการทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ได้ทันทีไม่ต้องรอคำตัดสินของศาล เนื่องจากกระบวนการศึกษาฯ ใช้เวลายาวนาน ที่สำคัญผู้ถูกฟ้องควรระวังเป็นอย่างยิ่งไม่ให้สุสานหอยเกิดการพังทลายก่อนที่ศาลจะชี้ขาดอีกครั้ง

๑๘ มีนาคม ๒๕๔๘ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ(กฟผ.) อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เตรียมที่จะเริ่มดำเนินการขุดถ่านหินบริเวณพื้นที่ที่ค้นพบสุสานหอยอายุประมาณ 13 ล้านปีหลังจากที่ชะลอการดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว โดยที่จะดำเนินการขุดในพื้นที่จำนวน 25 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 18 ไร่ กันไว้เป็นพื้นที่อนุรักษ์นายลือชาย ยารังษี นายกสมาคมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมท้องถิ่นอำเภอแม่เมาะ และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่เมาะ เปิดเผยว่า ขณะนี้นอกเหนือไปจากการที่ทางเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนจังหวัดลำปางยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ทำการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 21 ธ.ค.47 ที่ให้ทำการขุดเหมืองบริเวณสุสานหอยได้ โดยกันพื้นที่จำนวน 52 ไร่เป็นพื้นที่อนุรักษ์แล้ว ยังได้มีการยื่นเรื่องถึงสำนักงานคณะกรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสภาทนายความเพื่อปรึกษาที่จะดำเนินการฟ้องร้อง กฟผ.ต่อศาลปกครองด้วย เนื่องจากเห็นว่าการดำเนินการตัดสินใจที่จะขุดเหมืองบริเวณที่เป็นสุสานหอยนั้นเป็นการละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยสิทธิของชุมชน โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการให้ทนายความของสภาทนายความศึกษาข้อกฎหมายและจัดทำรายละเอียดต่างๆ คาดว่าจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในเร็วๆ นี้
ขณะที่นายสุรพล ตันสุวรรณ อดีตประธานหอการค้าเขต 9 และที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดลำปาง ซึ่งร่วมคัดค้านการขุดเหมืองบริเวณสุสานหอยล้านปี กล่าวว่า ยังคงยืนยันความคิดเห็นว่า กฟผ.สมควรที่จะต้องอนุรักษ์พื้นที่บริเวณสุสานหอยไว้เป็นสมบัติของชาวลำปางทั้งหมด 43 ไร่ โดยที่ไม่ต้องมีการขุดเหมือง นอกจากนี้ในบางส่วนของสุสานหอยที่มีการขุดไปแล้วนั้นเห็นว่าจะต้องมีผู้ที่ออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างชัดเจนด้วย


๒๓ มีนาคม ๒๕๔๘ คณะหอการค้าจังหวัดลำปาง พร้อมด้วยตัวแทนมูลนิธิคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และ อบต.แม่เมาะ ได้เข้าฟังบรรยายสรุปเรื่องสุสานหอยขม อายุ 13 ล้านปีที่ขุดพบในอำเภอแม่เมาะ จากนายพายัพ พงศ์พิโรดม ผู้ช่วยผู้ว่าการปฏิบัติการเชื้อเพลิงแข็ง กฟผ.แม่เมาะลำปาง และมีนางเบญจา เสกธีระ เจ้าหน้าที่จากกรมทรัพยากรธรณีเข้าร่วมบรรยายเกี่ยวกับการอนุรักษ์
นายลือชาย ยารังษี สมาชิก อบต.แม่เมาะเปิดเผยว่า ปัจจุบันได้พบซากฟอยขมอีก ที่บ้านดงอำเภอแม่เมาะ แต่ลักษณะเป็นชั้นแต่ไม่เห็นตัวหอย และอีกแห่งพบที่บ้านสบป้าด อำเภอแม่เมาะ มีอายุประมาณ 30 ล้านปี
โอกาสนี้ ทาง กฟผ.ได้นำคณะฯ ดังกล่าวเข้าไปในพื้นที่สุสานหอยบริเวณที่จะอนุรักษ์ เพื่อจะได้ดูและศึกษาข้อมูลจริง ซึ่งทางหอการค้าจังหวัดลำปางเสนอความเห็น ให้มีการยืดเวลาการขุดออกไปอีก เพื่อให้กรมทรัพยากรได้ศึกษามากกว่านี้ ซึ่งทาง กฟผ.เตรียมสถานที่และเส้นทางขนย้ายซากฟอสซิลหอยที่จะขุดจากนอกพื้นที่อนุรักษ์ เพื่อให้กรมทรัพยากรธรณีจะได้นำไปใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์


๗ เมษายน ๒๕๔๘ กลุ่มชาวบ้านจากเครือข่ายสิทธิ์ผู้ป่วยแม่เมาะ จำนวน 18 คน ได้มอบอำนาจให้ ทนายความจาก โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม โดยนายสุรชัย ตรงงาม และคณะฯ เป็นตัวแทนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง
โดยนายสุรชัย ตรงงาม ผู้ประสานงานโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ทนายความผู้รับมอบอำนาจ ฟ้องคดีปกป้องแหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์ต่อศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 459/2548 ในวันนี้ (7 เมษายน 2548) โดยฟ้อง คณะรัฐมนตรีที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมที่ 2, กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ที่ 3 และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ 4

ตัวแทนกลุ่มผู้คัดค้านยื่นฟ้อง เพื่อวินิจฉัยประเด็นดังต่อไปนี้1.มติครม.21 ธ.ค.2547 ให้อนุรักษ์พื้นที่สุสานหอยขมน้ำจืดไว้ 18 ไร่ จากเดิมทั้งหมด 43 ไร่ ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่2.เป็นคำสั่งและการปฏิบัติที่ขัดต่อพ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 พ.ร.บ.โบราณสถานโบราณวัตถุ พ.ศ.2504 และพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 หรือไม่และขอให้ศาลปกครองให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ กฟผ.ยุติการขุดหรือดำเนินการใดๆ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา เพราะ กฟผ.และอิตาเลียนไทยฯ เร่งเข้าไประเบิดเหมืองเพื่อเปิดหน้าดินนอกเขตที่กันไว้ 18 ไร่ ซึ่งอาจทำให้ชั้นดินที่ฟอสซิลหอยแทรกตัวอยู่อาจพังทลายลงมาทั้งหมด

๓ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ศาลปกครองนัดไต่สวนคดีสุสานหอยขมในคำฟ้องได้ระบุให้ศาลปกครองมีคำพิพากษา- เพิกถอนมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2547 ที่กำหนดลดพื้นที่อนุรักษ์ซากหอยขมดึกดำบรรพ์ จาก 43 ไร่ เหลือเพียง 18 ไร่- ให้เพิกถอนประทานบัตรอนุญาตทำเหมืองในส่วนพื้นที่แหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์- ให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบให้ กฟผ. ดำเนินการแจ้ง กรมศิลปการ และจัดทำ รายงาน EIA เพิ่มเติม- ให้ กฟผ. หยุดการดำเนินการเพื่อทำการศึกษาเพิ่มเติมให้ครบถ้วนโดยชาวบ้านขอให้กำหนดวิธีการชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน และขอให้ศาลมีคำสั่งให้ กฟผ. หยุดการไถ ทำลายซากหอยขมดึกดำบรรพ์ ไว้ก่อนจนกว่า ศาลจะมีคำพิพากษา ซึ่งต้องรอคำสั่งของศาลปกครองต่อไป

๖ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ลำปาง–ศาลปกครองเตรียมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เก็บข้อมูลสานหอยขมอายุกว่า 13 ล้านปีบริเวณแม่เมาะ พร้อมสั่ง กฟผ.ชะลอการขุดถ่านหินต่อไปไม่มีกำหนดนางมะลิวรรณ นาควิโรจน์ เลขาธิการเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง เปิดเผยว่า ตามที่นายสุรชัย ตรงงาม ตัวแทนจากสภาทนายความแห่งประเทศไทย ที่ได้รับมอบอำนาจจากชาวบ้านแม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ยื่นฟ้องคณะรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่ 1, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นจำเลยที่ 2, กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการพลังงาน เป็นจำเลยที่ 3 และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นจำเลยที่ 4 กรณีปัญหาการค้นพบสุสานหอยขมอายุกว่า 13 ล้านปี บริเวณเหมืองถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ ต่อศาลปกครองกลาง กรุงเทพฯโดยได้ยื่นฟ้องคณะรัฐมนตรีในประเด็นเรื่องมติ ครม.ที่ให้อนุรักษ์พื้นที่สุสานหอยขมน้ำจืดไว้เพียง 18 ไร่ จากเดิมที่พบทั้งหมด 43 ไร่ ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะที่เป็นผู้รับคำสั่งจาก ครม.และอนุมัติประทานบัตรเหมืองแพร่แก่ กฟผ., กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานฯ ในฐานะผู้มีอำนาจควบคุมดูแลให้ผู้ได้รับประทานบัตร ซึ่งก็คือ กฟผ.ปฏิบัติตามกฎหมาย และ กฟผ.ในฐานะผู้ได้รับประทานบัตรเหมืองแร่ศาลปกครองจังหวัดเชียงใหม่ ได้เริ่มไต่สวนกรณีนี้แล้วโดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ชี้แจงถึงข้อดีในการขุดสุสานหอยบริเวณนั้นว่าจะได้ประโยชน์จากแร่ลิกไนต์อย่างมหาศาล ทั้งนี้ หากไม่มีการขุดก็จะทำให้เสียหายเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองเตรียมจะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สุสานหอย อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ในเร็วๆ นี้เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมด รวมทั้งมีคำสั่งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตชะลอการขุดถ่านหินบริเวณสุสานออกไปอย่างไม่มีกำหนดจนกว่าจะได้ข้อสรุปต่อไป

๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘ นายวิทยา มะเสนา รองประธานคณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของคณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านสังคม วุฒิสภา พร้อมตัวแทนกรมทรัพยากรธรณี กรมศิลปากร และกลุ่มแนวร่วมอนุรักษ์สุสานหอย ๑๓ ล้านปี จ.ลำปาง เข้าตรวจสถานที่พบซากดึกดำบรรพ์หอยขมน้ำจืด อายุ ๑๓ ล้านปี ในแอ่งเหมืองแม่เมาะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง เนื่องจากเกิดกรณีขัดแย้งระหว่าง กฟผ.และประชาคมทุกภาคส่วนของ จ.ลำปาง ในการที่จะให้อนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์หอยขมไว้ทั้งพื้นที่ที่พบจำนวนเบื้องต้น ๔๓ ไร่ แต่ปรากฏมาภายหลัง กฟผ. อ้างเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจและจำนวนถ่านหินลิกไนต์ที่ต้องสูญเสียไปหากจะอนุรักษ์ไว้ทั้งหมด จะมีผลกระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า ตามที่เป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่องนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านสังคมได้เข้าดูในพื้นที่แล้วพบว่าสภาพซากดึกดำบรรพ์ดังกล่าวถูกขุดทำลายไปจนเกือบหมดแล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ที่พบซากดึกดำบรรพ์ที่สมบูรณ์และมีความหนาที่สุดในโลก โดยบริษัทอิตัลไทยได้ขุดไปกองไว้ด้านบนของเหมืองลิกไนต์ที่ทาง กฟผ.อ้างว่าอยู่นอกพื้นที่สัมปทาน

๓ สิงหาคม ๒๕๔๘ กรมทรัพยากรธรณีพยายามหาวิธีอนุรักษ์ โดยว่าจ้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ศึกษาหาแนวทางอนุรักษ์ซากหอยที่เหลือเมื่อมี.ค.ที่ผ่านมา การศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.นี้ แล้วต้องมีขั้นตอนต่างๆ ตามระเบียบระบบราชการ

๑๔ มกราคม ๒๕๔๙ มีการขุดพบฟอสซิล ‘หมาหมี’ ชนิดและสกุลใหม่ของโลกอายุ 13 ล้านปี โดยบริเวณที่ค้นพบคือเหมืองถ่านหิน จ. ลำปาง ดร.เยาวลักษณ์ ชัยมณี นักธรณีวิทยา 8 สำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ก็คือการค้นพบ “แม่เมาะซิออน โพธิสัตย์ติ” (Maemohcyon potisati Pigne et al.,2006 ) ซึ่งเป็นฟอสซิลสัตว์กินเนื้อ ที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างสุนัขและหมี และนับป็นชนิดและสกุลใหม่ของโลก ในตระกูลแอมฟิซิโอนิเด ขนาดใหญ่ อายุ 13 ล้านปี ที่เหมืองถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ จ.ลำปาง ที่เพิ่งได้นำมาเปิดเผยเป็นครั้งแรกด้วยดร.เยาวลักษณ์ กล่าวว่า กรมทรัพยากรธรณี ได้ร่วมศึกษาวิจัยโครงการสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ร่วมกับประเทศฝรั่งเศส โดยล่าสุดเมื่อปี 2543 ทีมวิจัยได้ขุดเจอฟันกรามล่าง จำนวน 4 ซี่ พร้อมเขี้ยวที่สมบูรณ์จากชั้นถ่านหินในบ่อเหมืองเก่าแม่เมาะ จากนั้นได้ตรวจสอบร่วมกับ ดร.สเตฟาน พิกเน ศ.จอง จาริก เอเกอร์ มหาวิทยาลัยมองเปลีเอร์ที่สอง ประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลากว่า 5 ปี จนได้ข้อสรุปว่าเป็นฟอสซิลสัตว์กินเนื้อในตระกูลแอมฟิซิโอนิเด ขนาดใหญ่ทั้งนี้ อาจจะเรียกว่า หมาหมี หรือหมีหมา ก็ได้ เนื่องจากจะมีหน้าตาคล้ายสุนัขและรูปร่างคล้ายหมี แต่บางชนิดก็คล้ายแพนด้า แต่เป็นสัตว์นักล่ามีความสามารถในการเคลื่อนที่เร็วมาก และกินเนื้อเป็นอาหาร โดยสัตว์ในตระกูลนี้มีความหลากหลายของชนิดสูงมาก ในช่วงต้นสมัยไมโอซีน (25-30 ล้านปี) จนกระทั่งในช่วงตอนปลายสมัยไมโอซีน ประมาณ 10 ล้านปีก่อน สายพันธุ์พวกนี้สูญพันธุ์ไปไม่มีลูกหลานที่วิวัฒนาการมาเป็นสัตว์กินเนื้อชนิดใดในปัจจุบัน“ถ้าเทียบกับสัตว์ปัจจุบันก็คงคล้ายกับหมีหมา แต่ไม่สามารถยืนได้ 2 ขาได้ นอกจากนี้ที่ฟันจะมีลักษณะพิเศษคือจะมีทั้งฟันบดเคี้ยวแบบหมี และฟันฉีกเนื้อแบบหมา มีส่วนสูงประมาณ 1 เมตร คล้ายหมีหมา หนักราว 40-50 กก. ซึ่งสัตว์ชนิดนี้สูญพันธุ์ไปประมาณ 10 ล้านปีแล้ว”

๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ศาลปกครองมีคำสั่งห้ามกฟผ.ดำเนินการที่อาจสร้างความเสียหายต่อสุสานฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์อายุ 13 ล้านปี ในพื้นที่ 18 ไร่ของเหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา แต่กฟผ.ยังทำเหมืองใกล้ๆสุสานหอยต่อไป
นายวสันต์ พานิช ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรน้ำและแร่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสช.) กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมศิลปากรเข้ามาศึกษาสุสานหอยและวินิจฉัยว่า ซากหอยเป็นโบราณวัตถุ ดังนั้นจะดำเนินการอะไรไม่ได้ ถือว่าผิดกฎหมาย แต่กฟผ.ได้ไถทำลายสุสานหอยจากเนื้อที่ทั้งหมด 43 ไร่ เหลือเพียง 18 ไร่ กรมศิลปากรก็ไม่ทำอะไร นอกจากนี้แม้ศาลจะสั่งคุ้มครองสุสานหอยที่เหลือเพียง 18 ไร่แล้ว แต่ก็ยังมีการทำเหมืองใกล้ๆ ดังนั้นกสช.จะเรียกกรมศิลปากรมาคุยว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะจริงๆแล้วต้องกันเขตประมาณ 500 เมตร เพื่อไม่ให้กระทบต่อสุสานหอยดร.วิฆเนศ ทรงธรรม จากกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า กฟผ.ควรยุติทำเหมืองบริเวณใกล้พื้นที่ 18 ไร่ชั่วคราวจนกว่าศาลจะพิพากษา เพราะซากหอยอาจได้รับอันตราย ที่ผ่านมากรมทรัพยากรธรณีก็ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ เพราะอ้างว่าพื้นที่อยู่ระหว่างฟ้องคดี ส่วนนายสมชาย หอมลออ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาทนายความ กล่าวว่า คงต้องอาศัยคำสั่งศาลในการป้องกัน เพราะศาลสั่งคุ้มครองแล้วว่าห้ามดำเนินการใดๆอันอาจส่งผลให้ซากหอย 18 ไร่ ปัญหาคือใครจะเป็นผู้รับผิดชอบด้านค่าใช้จ่าย ซึ่งตามกฎหมายต้องเป็นกฟผ. เพราะกฟผ.มีหน้าที่ต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการแก้ไข และควรดำเนินการให้มีมติครม.ต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยกรมศิลปากร หรือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯต้องเป็นเจ้าภาพชงเรื่องเข้าไป จากการศึกษาเสถียรภาพความลาดชันพื้นที่อนุรักษ์สุสานหอยดึกดำบรรพ์แม่เมาะของสถานบริการวิศวกรรม ม.เชียงใหม่ สรุปว่า ชั้นหอยขมอาจพังทะลายได้ ทั้งจากการกัดเซาะจากฝน เนื่องจากสุสานหอยมีความชันถึง 45 องศา ตลอดถึงการลุกไหม้ของลิกไนต์ใต้ชั้นหอย ซึ่งสามารถลุกไหม้ด้วยตัวมันเองจะทำให้เกิดสภาพเป็นโพรงจนสุสานหอยพังทะลายลงมาได้ จำเป็นต้องปรับแต่งพื้นที่เพื่อลดผลกระทบ

๒๒ มีนาคม ๒๕๔๙ คณะผู้แทนหอการค้าจังหวัดลำปาง สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สมาคมท่องเที่ยวจังหวัดลำปาง องค์กรพัฒนาเอกชน และชาวบ้าน อ.แม่เมาะ เยี่ยมชมพื้นที่สุสานหอยในเหมืองแม่เมาะ มีนายพายัพ พงษ์พิโรดม ผู้ช่วยผู้จัดการปฏิบัติการเชื้อเพลิงแข็ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ชี้แจงถึงความจำเป็นในการทำเหมืองในพื้นที่สุสานหอย 25 ไร่ จากทั้งหมด 43 ไร่ ว่าหากไม่ขุดลิกไนต์จะสูญเสียลิกไนต์มูลค่ากว่า 1.35 แสนล้านบาท และยืนยันว่าสุสานหอยไม่ควรค่าแก่การเป็นมรดกโลก ดังนั้น กฟผ.จะขุดลิกไนต์ในพื้นที่ 25 ไร่ตามแผนต่อไป นางเบญจา เสกธีระ ที่ปรึกษากรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า ขอยืนยันว่าเป็นสุสานหอยน้ำจืดแห่งเดียวในโลกที่น่าอัศจรรย์ ควรศึกษาสภาพแวดล้อมและที่มาของการเกิด ขณะเดียวกันพบว่ามีซากหอยน้ำจืดหลายชนิด เช่น หอยขม หอยไซ หอยสองฝา ฟอสซิลเต่า ปลา แมลง ฟันสัตว์ ซึ่งไม่ตรงกับความเห็นของ ดร.อดุลย์ วิเชียรเจริญ ประธานกรรมการมรดกโลก ซึ่งระบุว่าไม่พบซากฟอสซิลหลากหลาย จึงไม่มีความสำคัญและมีคุณค่าทางมรดกโลก ดังนั้นเมื่อพบข้อมูลว่ามีซากสัตว์หลากหลายคงต้องพิจารณาใหม่ นายศรีสะเกษ สมาน ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาสังคมและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน จ.ลำปาง กล่าวว่า จับพิรุธของ กฟผ.ได้ว่าให้ข้อมูลไม่ตรงกับความจริงที่ว่าพบซากหอยขมเนื้อที่ 43 ไร่ เพราะคณะที่เข้าไปตรวจสอบเห็นพ้องกันว่ามีมากกว่า 100 ไร่แน่นอน และหนาประมาณ 20 เมตร อีกทั้งยังปะปนด้วยซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ชนิดต่างๆ ที่ควรค่าแก่การศึกษามากที่สุด จึงรู้สึกว่า กฟผ.ให้ข้อมูลผิดๆ กับนายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้อง จนยอมให้ลดพื้นที่อนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์ แต่ถึงวันนี้สายเสียแล้ว ขอเรียกร้องให้คนทั้งประเทศและทั้งโลกช่วยกันประณาม กฟผ.ที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และโบราณวัตถุที่มีคุณค่ามหาศาลไปอย่างน่าเสียดาย

๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ศาลปกครองกลางกรุงเทพฯ แถลงคำพิพากษาคดีดำหมายเลข 459/2548 คดีปกป้องหอยดึกดำบรรพ์ที่กลุ่มอนุรักษ์และประชาชน จ.ลำปาง ยื่นฟ้องคณะรัฐมนตรี (รัฐบาลทักษิณ) รมว.อุตสาหกรรม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการ พลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จากกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2547 ให้ลดพื้นที่อนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ที่มีอยู่กว่า 43 ไร่ ในเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ เฟส 5 ให้เหลือเพียง 18 ไร่ เพื่อประโยชน์ในการทำเหมืองแร่ลิกไนต์ ซึ่งกฟผ.โดยบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ได้รับสัมปทานได้ดำเนินการไถทำลายซากหอยขมไปแล้วบางส่วน
คำฟ้องดังกล่าวระบุให้ศาลปกครองมีคำพิพากษา เพิกถอนมติครม.เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.47 และเพิกถอนประทานบัตรอนุญาตทำเหมืองในส่วนพื้นที่แหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์ อีกทั้งให้กรมอุสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบให้ กฟผ. ดำเนินการแจ้งกรมศิลปากร และจัดทำรายงานศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เพิ่มเติม
นายสุรชัย ตรงงาม ผู้ประสานงานโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากชาวบ้าน เผยว่า คำฟ้องของชาวบ้านทั้งหมดศาลได้ตอบรับครบถ้วน โดยศาลได้เพิกถอนมติครม.และมีคำสั่งให้รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ปฏิบัติหน้าที่ในการกระทำดีเพิ่มเติมเพื่ออนุรักษ์แหล่งสุสานหอยขมดึกดำบรรพ์ให้ปลอดภัยจากการทำเหมืองและภัยธรรมชาติ นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีนัดแจ้งกรมศิลปากรเข้ามาตรวจสอบขึ้นทะเบียนตามพ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ พ.ศ.2504 เพิกถอนประทานบัตรเหมืองเฟส 5 จำนวน 43 ไร่ และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าดูแลคุ้มครองพื้นที่ภายใน 180 วัน
นายสุรชัย กล่าวว่า คดีนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาปกป้องโบราณสถานโบราณวัตถุที่มีประโยชน์ของชาติ และเป็นบทเรียนให้กับคำสั่งของฝ่ายบริหารที่ให้ดำเนินการทางอุตสาหกรรมที่ละเลยการปกป้องทรัพย์สมบัติของชาติที่สำคัญ ถ้าเกิดถูกทำลายเสียหายโดยไม่สามารถฟื้นคืนมาได้ ใครจะรับผิดชอบ และอนาคตจะมีวิธีป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้อย่างไร เพราะกรณีสุสานหอยแม่เมาะจำนวน 43 ไร่ได้ถูกทำลายไปแล้วจนเหลือเพียง 18 ไร่ ซึ่งโดยหลักการเมื่อพบข้อเท็จจริงใหม่ก็ควรหยุดดำเนินการเหมืองเพื่อศึกษา ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาประเมินตามกฎหมาย เพื่อหาวิธีการป้องกัน ไม่ใช่การไถทิ้งแล้วค่อยมาว่ากันทีหลัง ต่อจากนี้ไปผู้เกี่ยวข้องคงต้องมาดูกันว่าทำอย่างไรจะให้พื้นที่ที่เหลือได้รับความเสียหายหรือพังทลายเพิ่มเติม
“ผลจากคดีนี้จะเป็นแนวพื้นฐานที่สำคัญให้ชุมชนหรือชาวบ้านที่ต้องการปกป้องสมบัติของชาติหรือท้องถิ่น สามารถลุกขึ้นมาปกป้องใช้สิทธิในศาล นอกจากจะปล่อยให้หน่วยงานรัฐดูแล หรือละเลยไป ที่สำคัญต้องคิดค้นกันต่อถึงวิธีการในการปกป้อง ระงับยับยั้ง หรือมาตรการคุ้มครองชั่วคราวที่รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ เช่น เมื่อมีการฟ้องก็สามารถเกิดผลระงับยับยั้งการดำเนินการใดๆ ได้ทันที เพราะกรณีสุสานหอยขมแม้ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแต่โดยสภาพข้อเท็จจริงได้มีการทำลายไปก่อนแล้ว” นายสุรชัย กล่าว
นางมะลิวรรณ นาควิโรจน์ ชาวบ้านห้วยคิง หมู่ 6 อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง กล่าวภายหลังรับทราบคำพิพากษาว่า นี่คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของกลุ่มชาวบ้านองค์กรเล็กๆ พวกเราชาวบ้านรู้สึกมีกำลังใจและฮึกเหิมในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากทีมสภาทนายความ รวมถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อย่างไรก็ตามอยากฝากถึงรัฐบาลใช้คดีนี้เป็นตัวอย่างในการบริหารและดำเนินโครงการพัฒนาที่ไม่รอบคอบ ไม่คำนึงถึงผลกระทบในด้านต่างๆ อย่างถี่ถ้วน ซึ่งความเสียหายที่เกิดตามมาก็ไม่สามารถทดแทนเป็นตัวเงินได้ ดังนั้นการสร้างโรงไฟฟ้า การเปิดเหมือง หรือการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่างๆ ต้องมีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบและรอบด้าน

๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ชาวบ้านแม่เมาะ เครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะและเครือข่ายฯ จะได้นัดร่วมประชุมหารือกัน เพื่อหามาตรการในการที่จะร่วมกันปกป้องดูแลพื้นที่สุสานหอย โดยประเด็นสำคัญเร่งด่วนหลังจากนี้ เราจะรีบทำหนังสือคัดค้านไม่ให้ฝ่ายรัฐหรือ กฟผ.ได้ยื่นอุทธรณ์ เพราะไม่เช่นนั้น ทุกคนเกรงว่า ต่อไปอาจจะมีการดำเนินการใดๆ ที่จะทำให้สุสานหอยเสียหายได้ในอนาคต แต่อยากให้รัฐและ กฟผ.รับรู้ว่า เราไม่ได้ปกป้องต่อสู้เพื่อตัวเอง แต่เพื่อประเทศชาติส่วนรวมเพราะที่ผ่านมา การดำเนินการใดๆ ของ กฟผ.ไม่ได้มีการคำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ได้คำนึงความสำคัญของซากหอยโบราณเลย แต่จะมองเพียงแค่ผลประโยชน์และกำไรเพียงเท่านั้น ซึ่งอาจมีการเปิดเหมืองต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ ทราบมาว่ามีการขุดเหมืองเฟส 6 ไปแล้ว และมีอีกหลายเฟสที่กำลังดำเนินการอยู่ ดังนั้น จึงฝากไปยังคนไทยทั้งประเทศที่จะต้องช่วยกันออกมาปกป้องดูแลสุสานหอยเอาไว้อย่าให้สูญหายอีกต่อไป


๒ สิงหาคม ๒๕๕๐ กฟผ.เสนอแนวทางจัดการไว้ 2 แนวคือ1.เก็บพื้นที่ฟอสซิลหอยไว้ 18 ไร่ สูญเสียถ่านลิกไนต์ 4 แสนตัน คิดเป็นมูลค่า 200 ล้านบาท2.อนุรักษ์ฟอสซิลหอยทั้งหมด 43 ไร่ สูญเสียถ่านหิน 265 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าแร่ประมาณ 132,500 ล้านบาทคณะกรรมการกลั่นกรองเสนอคณะรัฐมนตรีให้เห็นชอบตามแนวทางที่ 2 โดยระบุว่าแหล่งฟอสซิลหอยเป็นมรดกโลกที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ ครม.มีมติเห็นชอบตามแนวทางดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2547กฟผ.ร้องเรียนให้ทบทวนมติครม.ดังกล่าว เพราะจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานอย่างรุนแรง ซึ่งในการประชุมครม.วันที่

๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่รับทราบข้อมูลและดูสภาพพื้นที่สุสานหอยขม 13 ล้านปีนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อรับทราบข้อมูลและดูสภาพพื้นที่สุสานหอยขม บริเวณเหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เนื่องจากศาลปกครองมีคำสั่งเพิกถอนสัมปทานเหมืองแม่เมาะและยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่ลดพื้นที่อนุรักษ์แหล่งหอยขมโบราณอายุ 13 ล้านปี เหลือแค่ 18 ไร่ พร้อมทั้งสั่งให้กันพื้นที่เพิ่มเป็น 52 ไร่ ซึ่งจากการรับฟังข้อมูลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแม่เมาะ ทำให้ทราบว่ากรณีที่ต้องกันพื้นที่สุสานหอยขมเป็นพื้นที่อนุรักษ์นั้น จะส่งผลกระทบต่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแม่เมาะ โดยในระยะสั้นต้องกันพื้นที่สุสานหอยขมประมาณ 43 ไร่ เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานทั้งหมด ซึ่งจะกระทบต่อการขุดถ่านหินในเหมือง และในระยะยาว จะมีปัญหาต่อการทำเหมืองในระดับลึกอีกด้วย สำหรับบริเวณสุสานหอยพื้นที่ 18 ไร่ ที่เอียงออกนอกปากบ่อเหมืองไม่น่าจะมีปัญหาความเสียหายจากการทำเหมือง ส่วนในพื้นที่อนุรักษ์อีก 43 ไร่ พื้นที่จะเอียงเข้าหาปากบ่อเหมืองซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง เนื่องจากการพังทลายของหน้าดิน จึงต้องมีการปิดหน้าดินและทำการค้ำยันไว้ แต่ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแม่เมาะอาจไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้หากมีการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว จึงต้องประสานกับทางกรมศิลปากรก่อนว่าจะสามารถเข้าไปในพื้นที่อนุรักษ์ได้หรือไม่
ทั้งนี้จากการที่ต้องอนุรักษ์พื้นที่สุสานหอยขมในบริเวณดังกล่าว จะส่งผลให้การขุดถ่านหินจากเหมืองแห่งนี้ดำเนินการได้อีกประมาณ 20 ปีเท่านั้น.


๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และกฟผ.ได้ยื่นขออุทธรณ์ต่อศาลปกครองกลาง ส่งผลให้การคุ้มครองซากฟอสซิล ยังไม่ดำเนินการใดๆ จนกว่าคดีจะสิ้นสุดนั้น

๑๗ กันยายน ๒๕๕๐ แนวร่วมทั้งหมดหารือร่วมกันในการเข้ามาจัดการ อาจจะทำแนวรั้วกันพื้นที่ จัดการให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อาจจะมีการบริหารจัดการให้มีอาคารสถานที่ศึกษาเรียนรู้เรื่องประวัติของหอย รวมทั้งซากดึกดำบรรพ์อื่นๆ ที่พบในพื้นที่สุสานหอยแห่งนี้ด้วย

นายลือชาย ยารังษี รักษาการนายกสมาคมองค์กรสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น เปิดเผยว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ สถานที่สุสานหอยดึกดำบรรพ์อายุกว่า 13 ล้านปี อาจจะยกฐานะเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ โดยใช้เงินงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งอบต.แม่เมาะและอบจ.ลำปาง จากที่กรมทรัพยากรธรณีจัดเตรียมงบประมาณไว้แล้ว 200 ล้านบาท

โดยจะให้นักวิชาการภาควิชาธรณีวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าไปศึกษาวิจัย ก่อนจะเสนอให้รัฐบาลให้ทราบต่อไป จะเป็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในระดับชาติได้ แต่ต้องหารือกับทุกหน่วยงาน และทุกองค์กรต้องมาประชุมหาทางออกร่วมกันอีกครั้ง

17 ธันวาคม 2550 ได้มีการรวบรวมข้อมูลและเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะชนและรณรงค์ให้กลุ่มภาคประชาสังคมทั้งในและนอกจังหวัดลำปางได้เข้ามาร่วมกันอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ 13 ล้านปี พร้อมกับร้องขอไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดนายวสันต์ พานิช อนุกรรมการด้านสิทธิ์มนุษยชนด้านทรัพยากรน้ำและแร่ เข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2548 โดยได้พบว่ามีการทำลายซากหอยขม อายุ 13 ล้านปีไปอย่างน่าเสียดายโดยที่ยังไม่ได้ทำการศึกษาความเป็นมาที่ไม่เคยพบเห็นที่ใหนมาก่อนในโลก
กรมทรัพยากรธรณี ให้ความเห็นว่าควรอนุรักษ์ถึง 43 ไร่ เพราะเป็นหนึ่งสามของโลก ที่มีความหนาเกิน 10 เมตร เป็นหอยน้ำจืดที่หนาที่สุในโลก พบแผ่กระจายกว้างและมีปริมาณมากเป็นที่น่าอัศจรรย์ การสะสมตัวเป็นชั้นหนาของหอยเพียงสกุลเดียวเป็นเหตุการณ์พิเศษและหาได้ยากมากในโลกการสะสมตัวหนาที่สุดในโลกของหอยแม่เมาะ เป็นที่สนใจของนักวิชาการทั่วโลก หากอนุรักษ์ทำให้การศึกษาวิทยาศาสตร์ของไทยและทั่วโลกมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น.


6 เมษายน ๒๕๕๑ นักธรณีวิทยาไทยพบซากฟอสซิลไพรเมตจมูกเปียกวงศ์ศิวะอะเดปิดขนาดเล็กที่สุดในโลกที่เหมืองถ่านหินแม่เมาะ มีน้ำหนักเพียง 5 ขีด สร้างสถิติพบครั้งแรกในไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โยงความสัมพันธ์เป็นบรรพบุรุษของลิงลมในเกาะมาดากัสการ์ ทวีปแอฟริกา และการค้นพบไพรเมตรชนิดนี้ ส่งผลให้เกิดความคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์และแหล่งซากดึกดำบรรพ์จนเกิดเป็น “พระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ.2551” ที่จะมีผลบังคับใช้ในต้นเดือนสิงหาคมนี้

ดร.เยาวลักษณ์ ชัยมณี นักธรณีวิทยา 8 สำนักวิจัยซากดึกดำบรรพ์ และพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ก.พ.51 ว่า ทีมสำรวจของเธอค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์กลุ่มไพรเมตจมูกเปียก หรือสเตรปสิรีน วงศ์ศิวะอะเดปิดที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ณ เหมืองถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง ดร.เยาวลักษณ์เผยว่า ซากดึกดำบรรพ์ที่พบประกอบด้วยกรามล่างจำนวน 4 กราม จุดสำคัญคือการค้นพบฟันกรามน้อยหนึ่งซี่ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าฟันกรามน้อยของไพรเมตกลุ่มอื่นๆ อันเป็นลักษณะเฉพาะของวงศ์ศิวะอะเดปิด โดยตั้งชื่อว่า สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส (Siamoadapis Maemohensis ) ซึ่งหมายถึงไพรเมตวงศ์ศิวะอะเดปิดชื่อ "สยาม" ขุดพบที่เหมืองแม่เหมาะ นักธรณีวิทยาชี้ว่า ทั่วไปแล้ว ฟอสซิลของไพรเมตวงศ์ศิวะอะเดปิดจะค้นพบได้เฉพาะทวีปเอเชียเท่านั้น โดยพบครั้งแรกในประเทศอินเดียจึงตั้งชื่อตามพระนามของพระศิวะ ไพรเมตชนิดนี้มีชีวิตอยู่ในยุคอีโอซีนเมื่อ 40 ล้านปีก่อน ต่อมามีการค้นพบไพรเมตวงศ์ศิวะอะปิดในประเทศอื่นๆ ด้วย เช่น จีน ปากีสถาน พม่า และไทย แต่ไพรเมตวงศ์ศิวะอะเดปิดที่เคยพบทั้งหมดจะมีน้ำหนักตัวมากถึง 1 -2 กก.ขึ้นไป ขณะที่ซากฟอสซิลของไพรเมตจมูกเปียกวงศ์ศิวะอะเดปิด ที่ค้นพบล่าสุดจะมีน้ำหนักเพียงประมาณ 500-700 กรัม มีอายุอยู่เมื่อประมาณ 13 ล้านปีก่อนหรือตอนกลางของยุคไมโอซีนเมื่อ 8 ล้านปีที่แล้ว ถือเป็นการค้นพบครั้งแรกของประเทศไทยและของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดร.เยาวลักษณ์ อธิบายว่า การศึกษาเปรียบเทียบลักษณะและขนาดของกรามและฟันซึ่งเป็นจุดสำคัญในการจำแนกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมระหว่าง สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส กับไพรเมตวงศ์อื่นๆ พบว่า สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส มีลักษณะใกล้เคียงกับลิงลม (lemurs) มีหางยาวไว้เกาะต้นไม้ และมีวิวัฒนาการน้อยซึ่งพบเฉพาะเกาะมาดากัสการ์ ทวีปแอฟริกา ลำตัวของ สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส มีความยาว 15 ซม.หรือเล็กกว่าลิงลมครึ่งหนึ่ง หากินตอนกลางคืน กินแมลง ใบไม้ และผลไม้เป็นอาหาร ไม่สามารถกัดกินอาหารแข็งๆ ได้
“การค้นพบ สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส จึงแสดงถึงความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย ที่ก่อนหน้านี้ที่เหมืองแม่เมาะก็มีการค้นพบฟอสซิลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมาแล้วหลากหลายชนิด เช่น หมาหมีที่มีการขุดค้นเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ถือเป็นครั้งแรกที่มีการพบฟอสซิลไพรเมตที่นี่ หากมีการสำรวจมากขึ้นก็เชื่อว่าจะทำให้เราได้ค้นพบซากสิ่งมีชีวิตโบราณอย่างหลากหลายมากขึ้นอีก” ดร.เยาวลักษณ์ ชี้ด้วยว่า ความสำคัญของการค้นพบยังอาจเป็นตัวชี้เบาะแสว่าทวีปเอเชียเคยเป็นแหล่งกำเนิดของสัตว์กลุ่มไพรเมตวงศ์ศิวะอะเดปิดมาก่อน ซึ่งปัจจุบันยังไม่อาจระบุถึงที่มาของลิงลมได้ แต่ก็ไม่อาจชี้ชัดไปได้ว่า สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส ซึ่งน่าจะเป็นบรรพบุรุษของลิงลมและลิงลมจะเคยอาศัยในทวีปเดียวกันมาก่อนหรือไม่ โดยทฤษฎีเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของทวีปก็เป็นเพียงทฤษฎีหนึ่ง และมีอีกหลายทฤษฎีที่มีความเป็นไปได้ อาทิ ทฤษฎีเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายอพยพ หรือแม้แต่ทฤษฎีการย้ายถิ่นแบบลอยแพที่เป็นเหตุบังเอิญ ทั้งนี้ ดร.เยาวลักษณ์และคณะตามโครงการความร่วมมือสำรวจศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไทย –ฝรั่งเศส ได้ค้นพบ สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส ณ เหมืองถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง เมื่อปี 2547 ที่ชั้นถ่านหินลิกไนต์ลึกลงไป 500 เมตร ก่อนจะใช้เวลาวิจัยจนเสร็จสิ้น ผลงานการค้นพบดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารฮิวแมนน์ อีโวลูชัน (Journal of Human Evolution) ฉบับที่ 54 หน้า 434 -443 ประจำเดือนมีนาคม 2551 ในชื่อรายงานว่า "การค้นพบไพรเมตวงศ์ศิวะอะเดปิดในยุคไมโอซีนกลางครั้งแรกในประเทศไทย" ( First middle Miocene sivaladapid primate from Thailand : อ่านบทคัดย่อ-Abstract ) สำหรับซากฟอสซิลของสยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส ถูกเก็บรักษาไว้ ณ กรมทรัพยากรธรณี ถ.พระรามหก กรุงเทพฯ ยังไม่มีแผนนำออกแสดงแก่สาธารณชน
แถลงข่าวไพรเมตสกุลใหม่ของโลกและพ.ร.บ.ซากดึกดำบรรพ์ฉบับใหม่
นายอภิชัย ชวเจริญพันธ์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ดร.วราวุธ สุธีธร ผอ.สำนักวิจัยซากดึกดำบรรพ์และพิพิธภัณฑ์ฯ และดร.เยาวลักษณ์ ชัยมณี นักธรณีวิทยา แถลงข่าวสื่อมวลชนร่วมกันถึงการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ.2551 และการค้นพบไพรเมตสกุลและชนิดใหม่ของโลกอายุ 13 ล้านปี เมื่อวันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551 ณ ห้องประชุมชั้น 1 ตึกเพชร เวลา 13.30 น. นายอภิชัย เปิดเผยว่า การค้นพบไพรเมตชนิดนี้เป็นผลการศึกษาวิจัย โดย ดร. เยาวลักษณ์ ชัยมณี นักธรณีวิทยา 8 สำนักวิจัยซากดึกดำบรรพ์และพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี และคณะ ตามโครงการร่วมมือสำรวจศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไทย-ฝรั่งเศส “จากการค้นพบชิ้นส่วนกรามล่างพร้อมฟัน จำนวน 4 กราม ที่นักธรณีวิทยาได้สำรวจพบในชั้นถ่านหิน บริเวณเหมืองถ่านหินแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เมื่อปี พ. ศ. 2547 เจ้าหน้าที่ได้การตรวจสอบจากตัวอย่างต้นแบบจากที่เคยสำรวจพบ และจากผลการศึกษาวิจัย พบว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกสัตว์ไพรเมตสกุลและชนิดใหม่ของโลก ให้ชื่อว่า สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส (Siamoadapis maemohensis) จัดอยู่ในจำพวกไพรเมตจมูกเปียก วงศ์ศิวะอะเดปิเด ซึ่งซากดึกดำบรรพ์ของวงศ์นี้พบเฉพาะในทวีปเอเชียเท่านั้น ได้แก่ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน สหภาพเมียนมาร์ อินเดีย ปากีสถาน และประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงเวลาอีโอซีน (40 ล้านปี) และสูญพันธุ์ในสมัยไมโอซีนตอนปลาย (8 ล้านปี) สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิสมีขนาดเล็กที่สุดในวงศ์ศิวะอะเดปิด มีน้ำหนักราว 500-700 กรัม จากขนาดตัวและลักษณะฟัน คาดว่าเป็นไพรเมตที่กินผลไม้ ใบไม้ และแมลงเป็นอาหาร” ดร.เยาวลักษณ์ กล่าว และการค้นพบไพรเมตรชนิดนี้ ส่งผลให้เกิดความคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์และแหล่งซากดึกดำบรรพ์จนเกิดเป็น “พระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ.2551” ที่จะมีผลบังคับใช้ในต้นเดือนสิงหาคมนี้ โดยนายอภิชัย กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่า ภายหลังประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว ผู้ใดที่มีซากดึกดำบรรพ์อยู่ในการครอบครอง จะต้องนำมาขึ้นทะเบียนให้กรมทรัพยากรธรณีทราบภายใน 1 ปี

บทที่ ๕ ความตื้อแพ่งของ กฟผ ต่อคำสั่งศาลปกครอง

พื้นที่แหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์แม่เมาะ มีสภาพเป็นเนื้อที่ที่รวมตัวของซากฟอสซิลหอยขมจำนวนมากมีลักษณะเป็นทรัพย์ติดอยู่กับที่ดิน อันมีลักษณะประกอบเป็นอันเดียวกันกับที่ดิน อันเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา ๑๓๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฏีกา (คณะที่ ๘) ใด้มีคำวินิจฉัยในเรื่องเสร็จที่ ๒๙๕/๒๕๔๗ ว่า ฟอสซิลซากหอยขมดึกดำบรรพ์เป็นโบราณที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ธรรมชาติ และประวัติศาสตร์โลก ฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์จึงเป็นบราณวัตถุตามความหมายที่กำหนดใว้ในนิยามของมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภันฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ดั้งนั้น พื้นที่หอยขมดึกดำบรรพ์แม่เมาะที่ถูกค้นพบ ๔๓ ไร่ จึงเป็นโบราณสถานตามความหมายที่กำหนดไว้ในบทนิยามของมาตร ๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งผู้ใด จะรื้อถอน ทำลาย ไม่ได้ตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติเดี่ยวกัน คณะรัฐมนตรี จึงต้องกำหนดพื่นที่แหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์เป็นพื้นที่อนุรักษ์ โดยมีพื้นที่ที่ตั้งซากฟอสซิลหอยขม ดึกดำบรรพ์ จำนวน ๔๓ ไร่ ด้วย ที่ คณะรัฐมนตรี กำหนดพื้นที่แหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์แม่เมาะ เป็นพ้นที่อนุรักษ์ ๕๒ ไร่ โดยเนื้นที่ที่ตั้งซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์จริงเพียง ๑๘ ไร่ โดยมีมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๗ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นที่ ๒ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่เพิกถอนประทานบัตรในบริเวณพื้นที่แหล่งซากหอยขมดึกดำบรรพ์ทั้งหมด ๔๓ ไร่ เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือไม่
เมื่อพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามมาตรา ๙ ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ กำหนดว่า เมื่อปรากฏในภายหลังว่า ได้ออกอาชญาบัตร ประทานบัตรชั่วคราว ประทานบัตรหรือใบอนุญาตให้แก่ผู้ใดโดยคลาดเคลื่อนหรือโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ให้ทรัพยากรธรณีประจำท้องที่ อธิปดีหรือรัฐมนตรี ผู้ออกอาชญาบัตร ประทานบัตรชั่วคราว ประทานบัตรหรือใบอนุญาตแล้วแต่กรณี มีอำนาจเรียก อาชญาบัตร ประทานบัตรชั่วคราว ประทานบัตรหรือใบอนุญาตดังกล่าวมาแก้ไขให้ถูกต้อง หรือแก้ไข อาชญาบัตร ประทานบัตรชั่วคราว ประทานบัตรหรือใบอนุญาตนั้นเสีย
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้มีคำขอประทานบัตรที่ ๓๖/๒๕๓๐ ลงวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ โดยปฎิบัตรตามหลักเกณฑ์การขออนุญาตออกประทานบัตรทำเหมืองแร่ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้จัดให้มีการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการทำเหมืองแร่ตามคำขอประทานบัตรดังกล่าว โดยได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์และจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดลอมเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจรณาตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ ประกอบคำขอประทานบัตร ซึ่งคณะกรรมการผู้ชำนาญการได้พิจรณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้านโครงการเหมืองแร่ แล้วมีมติเห็นชอบกับรายงานดังกล่าว ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้พิจารณาคำขอของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประกอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว จึงได้ออกประทานบัตรเลขที่ ๒๔๓๔๙/๑๕๓๔๑ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทำเหมืองแร่ลิกไนต์ตามคำขอดังกล่าว ต่อมาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ขุดค้นพบ ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ เป็นบริเวณพื้นที่มีความหนาประมาณ ๑๒ เมตร จำนวน ๔๓ ไร่ เป็นโบราณสถานตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติโบราญสถาน โบราญวัตถุและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญในการออกประทานบัตร และเป็นข้อเท็จจริงเดิมที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น โดยหากปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวในขณะที่มีการขอออกประทานบัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ย่อมต้องมีคำสั่งปฏิเสธที่จะออกประทานบัตรให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดังนั้น การออกประทานบัตรให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงเป็นการออกประทานบัตรโดยมีข้อเท็จจริงที่คลลาดเคลื่อน หรือโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีหน้าที่ที่จะต้องเพิกถอนประทานบัตรในบริเวณที่พิพาทดังกล่าวตามบทบัญญัติ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ดำเนินการตามหน้าที่บทบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
พื้นที่บางส่วนที่เกิดการไถทำลายในพื้นที่ซากฟอสซิล ๑๘ ไร่
ประเด็นสาม การที่คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ไม่ปฏิบัติหน้าที่โดยควบคุมตรวจสอบ และหรือสั่งการให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปฎิบัติบัติตามมาตราการป้องกันและแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไขที่แนบท้ายประทานบัตรเลขที่ ๒๔๓๔๙/๑๕๓๔๑ จัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมกรณีค้นพบซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์เพิ่มเติมเพื่อขอรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการและดำเนินการตามขั้นตอนวิธีอันเป็นสาระสำคัญอื่นใดเพื่อสงวนรักษาไว้ซึ่งแหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ พระราชบัญญัติโบราญสถาน โบราญวัตถุและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ และพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงมีกรณีที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ไม่ได้ดำเนินการควบคุม ตรวจสอบและหรือสั่งการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปฎิบัติตามมาตรการการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไขประทานบัตรเลขที่ ๒๔๓๔๙/๑๕๓๔๑ จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมกรณีแหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์เพิ่มเติม และคณะรัฐมนตรี ไม่สั่งการให้กรมศิลปกรดำเนินการตามพระราชบัญญัติโบราญสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้อง

บทที่๖ (แนวทางการอนุรักษ์สุสานหอยภาคประชาชน{บทเสริม})

บทที่๖
(แนวทางการอนุรักษ์สุสานหอยภาคประชาชน{บทเสริม})

แนวทางการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามผลการปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง กรณีศึกษาการอนุรักษ์ซากหอยขม ๑๓ ล้านปีที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง การเสวนาเวทีสาธารณะ เพื่อระดมความคิดเห็นแนวทางการมีส่วนร่วม การอนุรักษ์ซากหอยขม ๑๓ ล้านปี ตามแนวคิดของประชาชนวันที่ ๑๕ มีนาคม ๕๑ ณ.ลานถนนคนเดิน อ.เมือง จ.ลำปาง
กำหนดการ เริ่มเวทีเสวนา เวลา ๑๓-๑๘ นาฬิกา

ผู้ร่วมเสวนา
กรรมการสิทธิมนุษย์ชนแห่งชาติ-ประธานอนุกรรมการทรัพยากรน้ำและแร่
ตัวแทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย-ตัวแทนกรมทรัพย์ยากรธรณี
-ตัวแทนหอการค้า-ตัวแทนอุตสาหกรรม-ตัวแทนเทศบาลนครลำปาง-ตัวแทนภาคองค์กรเอกชน-ตัวแทนภาคสื่อมวลชน-ประชาชนที่เข้าร่วม

สรุปผลการประชุมเชิงปรึกษาหารือ
ความคิดเห็นของนายศศิน เฉลิมลาภ จากมูลนิธิสืบนาคเสถียรนักธรณีวิทยาเห็นควรว่าน่าจะมีนำองค์ความรู้ต่างๆนำไปสู่ความเข้าถึงและเข้าใจซึ่งปัจจุบันนี้น้อยคนนักที่จะเข้าใจในเรื่องแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยา
นายชาญณรงค์ ถนัดวณิชย์ ตัวแทน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ให้คำยืนยันว่าจะไม่ทำการใดๆที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อซากหอยขมดึกดำบรรพ์ (ฟอสซิล) ยกเว้นว่าจะเกิดการเสียหายจากธรรมชาติ กฟผ.ขอย้ำเรื่องการทำเหมืองนอกพื้นที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบแน่นอน กฟผ.ยินดีสนับสนุนกิจกรรมกลุ่มอนุรักษ์ซากฟอสซิลทุกเรื่องให้กลุ่มตั้งโครงการมาว่าจะหนุนเสริมกันอย่างไร
อาจารย์วสันต์ พานิช กรรมการสิทธิมนุษย์ชนแห่งชาติประธานอนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรน้ำ ชายฝั่ง แร่ และสิ่งแวดล้อม ได้คุยกับกลุ่มอนุรักษ์และเข้าใจถึงเรื่องการเป็นห่วงการพังทลายดีและฝันอยากเห็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงศึกษาอันโดดเด่น คนลำปางหรือคนไทยทั้งหมดรวมถึงต่างประเทศด้วยว่าเราจะร่วมกันอนุรักษ์ซากหอยขม ๑๓ล้านปีนี้อย่างไร ให้เป็นมรดกโลกและเป็นที่ลือชื่อของเมืองไทยอยากให้ทุกคนร่วมกันคิดและร่วมกันทำเร็วที่สุด
นายนิวัติ อินเส่ง ปลัดป้องกันอำเภอแม่เมาะตัวแทนนายอำเภอแม่เมาะในฐานะภาครัฐยินดีที่จะให้การสนับสนุนด้วยขณะนี้อำเภอแม่เมาะได้มีกองทุนที่สามมารถจะทำเป็นกองทุนพัฒนาโดยมีกลุ่มภาคส่วนต่างๆในอำเภอแม่เมาะอยู่แล้วสามกลุ่มให้กลุ่มอนุรักษ์เชื่องโยงเข้าหา
นายประสิทธิ์ ศิริศรีสกุลชัย ประธานหอการค้าเห็นว่ายินดีที่จะร่วมอนุกษ์ฯและน่าจะผลักดันให้ทุกๆฝ่ายเข้ามาร่วมมือกับกลุ่มอนุรักษ์ ซากหอยขมดึกดำบรรพ์ (ฟอสซิล) ให้เป็นที่รู้จักอย่างไรและวันนี้เรามีกองทุนพัฒนาอยู่แล้วปีละ ๓๘๐ ล้านบาทควรที่จะเร่งทำแผนเพื่อให้เกิดการศึกษาแนวทางให้เกิดการสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้คนที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าได้เข้าถึงกองทุนนี้จริงๆในด้านของการหนุนเสริมจังหวัดมีอำนาจในการบริหารเงินต้องให้การร่วมมือด้วยวันนี้เรื่องของพื้นที่ชั้นในต้องได้รับการดูแลจากการเก็บ ๒ เปอร์เซ็นต์ ต่อหนึ่งยูนิค เพราะเป็นของคนไทยทั้งประเทศและ กฟผ.เองก็ไม่ได้มีอำนาจตรงนี้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับจังหวัดที่จะสนับสนุนหรือร่วมด้วยอย่างไร
นายสุนทร ใจแก้ว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสบป้าด อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เปิดประเด็นว่า พบแหล่งซากหอยขมดึกดำบรรพ์ในพื้นที่ตำบลสบป้าดและคาดว่าน่าจะเก่าแก่กว่าที่พบในเหมืองแม่เมาะด้วยเหตุว่าซากหอยที่พบเป็นหินเกราะแน่น ขอให้เพิ่มเป็นพื้นที่การอนุรักษ์ที่ตำบลสบป้าดด้วย
นางมะลิวรรณ นาควิโรจน์ ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ซากหอยขมดึกดำบรรพ์และเป็นผู้ยื่นฟ้องศาลปกครอง กรณีอนุรักษ์ซากหอยขมดึกดำบรรพ์ (ฟอสซิล) เห็นว่านับเป็นโอกาสดีที่สุดที่ทุกภาคส่วนร่วมสนับสนุนให้มีการอนุรักษ์แม้แต่ กฟผ.เองก็มีความคิดที่ตรงกัน แต่ว่าวันนี้การพัฒนาให้เป็นแล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยา ควรจะเกิดการกระทำที่เป็นจริงและต้องให้มีการเข้ามามีส่วนจากทุกๆฝ่ายโดยไม่ทิ้งให้กลุ่มอนุรักษ์กลุ่มเล็กๆอย่างเราตามลำพัง ด้วยทางกลุ่มฯเห็นว่าที่แอ่งแม่เมาะ มีความสำคัญสูงมากทางระบบธรณีวิทยาหรือว่าโบราญวัตถุที่ทุกคนจะต้องประทับใจจากการศึกษาหาความรู้ด้วยระบบครบวงจร นับจากการเดินเข้าประตูอำเภอแม่เมาะ คุณก็จะได้พบกับภูเขาไฟจำป่าแดด และไปดูต่อที่แผ่นดินหวิด(ภาษาพื้นเมือง)ที่มีปรากฏกาลว่าทำไมแผ่นดินตรงนี้ถึงได้ยุบหายไป บริเวณนี้ลึกมากสามารถทำให้เมืองหายไปทั้งเมืองก็ว่าได้ และต่อไปก็คงลงไปดูในแหล่งซากหอยขมดึกดำบรรพ์ ๑๓ ล้านปี (ฟอสซิล) ไปดูภาพเขียนสีโบราณที่ประตูผา และเลยไปเที่ยวถึงถ้ำผาไท อันนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอยากให้มองอีกมุมว่าในอดีตการมีปัญหาคือการไม่มีส่วนร่วม เราจะลบเรื่องนั้นวันนี้อยากให้คนที่มาแม่เมาะ ไม่ใช่แค่มาดูทุ่งบัวตอง มาเล่นสไลเดอร์ หรือมาตีกอลฟ์ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เราสร้างได้แต่วันนี้เรามีสิ่งที่ดีที่สุดสวรรค์มอบให้เราธรรมชาติสร้างให้เราแล้วเราจะร่วมกันอนุรักษ์ดูแลอย่างไร
นายจรัส ใหม่ยศ ตัวแทนองค์กรอิสระ โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนลำปางแต่วันนี้รู้สึกอายที่กลุ่มคนเล็กๆมาปกป้องเรื่องทรัพย์สมบัติของคนลำปางหรือคนไทยทั้งประเทศหรืออาจรวมไปถึงมรดกโลกก็ได้ในขณะที่ภาคอื่นๆยังไม่ได้ทำอะไรเลย วันนี้เราน่าจะเริ่มต้นที่การหนุนเสริมเครือข่ายอนุรักษ์ซากหอยขมดึกดำบรรพ์(ฟอสซิล) โดยตั้งคณะกรรมการอนุรักษ์ฯโดยมีน่าที่การอนุรักษ์ ให้เป็นจริงผมอยากจะให้ทุกๆฝ่ายร่วมกันอย่างจิงจังเสียที
นางศชากานต์ แก้วแพร่ สื่อมวลชนประจำจังหวัดลำปางวันนี้สงสัยว่า คนท้องที่จริงๆได้ลงไปถึงพื้นที่หรือไม่เพราะจากการสอบถามนี่ ๒ใน๑๐ที่ทราบเรื่องนี้แต่การลงพื้นที่มีอุปสรรคมากเพราะเป็นพื้นที่การทำเหมืองของ กฟผ. และไม่ได้รับการอนุญาตจากยามรักษาการ พื้นที่หากให้ประชาชนได้เข้ามาดูและเรียนรู้ก็จะเกิดประโยชน์มากในการอนุรักษ์
นางจินดา นิยมพานิช กลุ่มอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ จากการที่เคยเข้าร่วมประชุมกับกลุ่มนักวิชาการเห็นเขาวางรูปแบบการคุ้มครองแล้วยิ่งใหญ่มากแต่วันใครๆก็เข้าพื้นที่ไม่ได้ ติดตรงที่ กฟผ. ไม่เปิดทางขอร้องให้ กฟผ.เปิดทางให้ด้วย เพื่อที่เราจะได้เข้าไปร่วมกันพัฒนาและปกป้องหรือป้องกันโดยเร็ว
นายเฉลียว ธิสาระ กลุ่มอนุรักษ์ซากหอยขมดึกดำบรรพ์(ฟอสซิล)ตามที่ทราบมานี่ชุมชนมีสิทธิอนุรักษ์ กลุ่มเราเองนี่ทำไมเข้าไม่ถึงเลยอยากให้ทุกฝ่ายช่วยเปิดทางให้เราได้ทำหน้าที่ปกป้องทรัพยากรอันนี้ด้วย
น.ส.รัตนา ธนะคำ ผู้ดำเนินรายการสรุปโดยรวมว่าวันนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีในการที่ได้มีเวทีเสวนาเชิงปรึกษาหารือกันและรู้สึกขอบคุณที่ได้ร่วมในเวทีนี้และครั้งต่อๆไปเราจะร่วมกันกำหนดให้มีเวทีแบบนี้อีกเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ซากหอยขมดึกดำบรรพ์ (ฟอสซิล) อย่างยั่งยืนกันอย่างไรต่อไป


เบื้องต้นจะมีการรวมกลุ่มระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่ดูแล คือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลุ่มอนุรักษ์ องค์กรเอกชน ประชาชนทั่วไปในพื้นที่ และสื่อมวลชน ประมาณ 100 คน ขออนุญาต กฟผ. เพื่อนำเข้าชมพื้นที่ดังกล่าว ก่อนที่จะร่วมกันวางแผนการพัฒนาให้พื้นที่ดังกล่าวต่อไป แต่ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบของเจ้าของพื้นที่ด้วยเช่นกัน
สำหรับสุสานหอยดังกล่าวที่มีซากฟอสซิลอายุกว่า 13 ล้านปีนั้น ปัจจุบันไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไป โดยอยู่ในพื้นที่ของ กฟผ. และล่าสุดรัฐบาลได้เพิกถอนประทานบัตร แก่ กฟผ. โดยให้อยู่ในความดูแลของกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมแทน โดยที่ผ่านมากลุ่มอนุรักษ์และ กฟผ. ก็มีความขัดแย้งกันมาโดยตลอด ซึ่ง กฟผ.เองก็อยู่ระหว่างอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองในเรื่องพื้นที่ในการอนุรักษ์ จากเดิม43 ไร่ ให้เหลือเพียง 18 ไร่