พื้นที่แหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์แม่เมาะ มีสภาพเป็นเนื้อที่ที่รวมตัวของซากฟอสซิลหอยขมจำนวนมากมีลักษณะเป็นทรัพย์ติดอยู่กับที่ดิน อันมีลักษณะประกอบเป็นอันเดียวกันกับที่ดิน อันเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา ๑๓๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฏีกา (คณะที่ ๘) ใด้มีคำวินิจฉัยในเรื่องเสร็จที่ ๒๙๕/๒๕๔๗ ว่า ฟอสซิลซากหอยขมดึกดำบรรพ์เป็นโบราณที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ธรรมชาติ และประวัติศาสตร์โลก ฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์จึงเป็นบราณวัตถุตามความหมายที่กำหนดใว้ในนิยามของมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภันฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ดั้งนั้น พื้นที่หอยขมดึกดำบรรพ์แม่เมาะที่ถูกค้นพบ ๔๓ ไร่ จึงเป็นโบราณสถานตามความหมายที่กำหนดไว้ในบทนิยามของมาตร ๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งผู้ใด จะรื้อถอน ทำลาย ไม่ได้ตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติเดี่ยวกัน คณะรัฐมนตรี จึงต้องกำหนดพื่นที่แหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์เป็นพื้นที่อนุรักษ์ โดยมีพื้นที่ที่ตั้งซากฟอสซิลหอยขม ดึกดำบรรพ์ จำนวน ๔๓ ไร่ ด้วย ที่ คณะรัฐมนตรี กำหนดพื้นที่แหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์แม่เมาะ เป็นพ้นที่อนุรักษ์ ๕๒ ไร่ โดยเนื้นที่ที่ตั้งซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์จริงเพียง ๑๘ ไร่ โดยมีมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๗ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ประเด็นที่ ๒ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่เพิกถอนประทานบัตรในบริเวณพื้นที่แหล่งซากหอยขมดึกดำบรรพ์ทั้งหมด ๔๓ ไร่ เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือไม่
เมื่อพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามมาตรา ๙ ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ กำหนดว่า เมื่อปรากฏในภายหลังว่า ได้ออกอาชญาบัตร ประทานบัตรชั่วคราว ประทานบัตรหรือใบอนุญาตให้แก่ผู้ใดโดยคลาดเคลื่อนหรือโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ให้ทรัพยากรธรณีประจำท้องที่ อธิปดีหรือรัฐมนตรี ผู้ออกอาชญาบัตร ประทานบัตรชั่วคราว ประทานบัตรหรือใบอนุญาตแล้วแต่กรณี มีอำนาจเรียก อาชญาบัตร ประทานบัตรชั่วคราว ประทานบัตรหรือใบอนุญาตดังกล่าวมาแก้ไขให้ถูกต้อง หรือแก้ไข อาชญาบัตร ประทานบัตรชั่วคราว ประทานบัตรหรือใบอนุญาตนั้นเสีย
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้มีคำขอประทานบัตรที่ ๓๖/๒๕๓๐ ลงวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ โดยปฎิบัตรตามหลักเกณฑ์การขออนุญาตออกประทานบัตรทำเหมืองแร่ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้จัดให้มีการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการทำเหมืองแร่ตามคำขอประทานบัตรดังกล่าว โดยได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์และจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดลอมเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจรณาตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ ประกอบคำขอประทานบัตร ซึ่งคณะกรรมการผู้ชำนาญการได้พิจรณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้านโครงการเหมืองแร่ แล้วมีมติเห็นชอบกับรายงานดังกล่าว ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้พิจารณาคำขอของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประกอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว จึงได้ออกประทานบัตรเลขที่ ๒๔๓๔๙/๑๕๓๔๑ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทำเหมืองแร่ลิกไนต์ตามคำขอดังกล่าว ต่อมาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ขุดค้นพบ ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ เป็นบริเวณพื้นที่มีความหนาประมาณ ๑๒ เมตร จำนวน ๔๓ ไร่ เป็นโบราณสถานตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติโบราญสถาน โบราญวัตถุและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญในการออกประทานบัตร และเป็นข้อเท็จจริงเดิมที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น โดยหากปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวในขณะที่มีการขอออกประทานบัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ย่อมต้องมีคำสั่งปฏิเสธที่จะออกประทานบัตรให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดังนั้น การออกประทานบัตรให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงเป็นการออกประทานบัตรโดยมีข้อเท็จจริงที่คลลาดเคลื่อน หรือโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีหน้าที่ที่จะต้องเพิกถอนประทานบัตรในบริเวณที่พิพาทดังกล่าวตามบทบัญญัติ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ดำเนินการตามหน้าที่บทบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
พื้นที่บางส่วนที่เกิดการไถทำลายในพื้นที่ซากฟอสซิล ๑๘ ไร่
ประเด็นสาม การที่คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ไม่ปฏิบัติหน้าที่โดยควบคุมตรวจสอบ และหรือสั่งการให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปฎิบัติบัติตามมาตราการป้องกันและแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไขที่แนบท้ายประทานบัตรเลขที่ ๒๔๓๔๙/๑๕๓๔๑ จัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมกรณีค้นพบซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์เพิ่มเติมเพื่อขอรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการและดำเนินการตามขั้นตอนวิธีอันเป็นสาระสำคัญอื่นใดเพื่อสงวนรักษาไว้ซึ่งแหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ พระราชบัญญัติโบราญสถาน โบราญวัตถุและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ และพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงมีกรณีที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ไม่ได้ดำเนินการควบคุม ตรวจสอบและหรือสั่งการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปฎิบัติตามมาตรการการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไขประทานบัตรเลขที่ ๒๔๓๔๙/๑๕๓๔๑ จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมกรณีแหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์เพิ่มเติม และคณะรัฐมนตรี ไม่สั่งการให้กรมศิลปกรดำเนินการตามพระราชบัญญัติโบราญสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้อง
วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น