บทที่ ๔
ปัจจัยหลักของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามผล
ในส่วนของปัจจัยหลักของการมีส่วนร่วม ผู้วิจัยได้มองไปถึงหลักการ แนวคิด การตัดสินใจ ซึ่งโดยหลักการเท็จจริงแล้วการมีส่วนร่วมภาคประชาชนจะสอดคล้องกับการขับเคลื่อนระดับภาครัฐและเอกชน โดยมีตัวแปลสำคัญคือการมีส่วนรวมภาคประชาชน โดยประเด็น เนื้อหาการขับเคลื่อนจัดประเด็นได้ดังนี้
มิถุนายน ๒๕๔๖ อนึ่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ขุดพบที่เหมืองแม่เมาะจังหวัดลำปาง ในเขตของการขุดเหมืองลิกไนต์ ทางด้านทิศใต้ ตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายน 2546 พบชั้นดินที่ผิดปกติ เมื่อตรวจสอบ กลับพบแต่ซากของเปลือกหอยขม โดยชั้นของเปลือกหอยมีบริเวณกว้างขึ้นสัมพันธ์กับการขุดหน้าดินขยายเหมืองไปทางทิศใต้ และได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานแร่ประจำท้องที่จังหวัดลำปาง
ซากฟอสซิลที่เกิดจากการขุดค้นพบจากการทำเหมืองลิกไนต์ อ.แม่เมาะ
กรกฎาคม ๒๕๔๖ กรมทรัพยากรธรณี (ทธ.)ส่งเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกรมอุตสากรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่เข้าพื้นที่สำรวจและตรวจสอบพบว่า ซากฟอสซิลที่พบ เป็นหอยที่เคยพบในพื้นที่หลายแห่งในประเทศไทย อยู่ในตระกูลหอยวงศ์ Vivaiparidea ซึ่งเป็นหอยขมน้ำจืด ที่จะพบอยู่ในช่วงอายุ Jurassic ถึง Recent คือ ประมาณ 200 ล้านปีมาแล้ว โดยกรมทรัพยากรธรณีมีข้อสรุปจากการเข้าตรวจสอบพื้นที่ ว่า ให้อนุรักษ์ไว้ แต่เพื่อไม่ให้กระทบกับการทำเหมืองทั้งระบบ จึงแจ้งให้ กฟผ. อนุรักษ์ ไว้เท่าที่จำเป็นและเริ่มมีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับสุสานหอยในกลุ่มประชาชนเมืองลำปาง
แต่ไม่มีประชาชนคนใดเคยเห็นพื้นที่ แต่ก็เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์ กันว่า ถ้าเป็นซากฟอสซิลหอยโบราณจริง ๆ ก็ควรจะอนุรักษ์ไว้
ข้อมูลจากการศึกษาของศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยสัญญาคุ้มครองมรดกโลกระบุว่า หอยบริเวณดังกล่าวเป็นหอยที่ไม่สามารถบ่งบอกอายุได้ชัดเจน จึงไม่เป็น Key index fossil หรือไม่สามารถใช้เป็นหอยที่จะศึกษาถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตได้ อีกทั้งบริเวณที่ทำเหมืองเป็นพื้นที่ที่ขาดความหลากหลายทางชีวภาพจึงไม่สามารถจะประกาศเป็นมรดกโลก
๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ครม.มีมติครั้งแรก ให้อนุรักษ์พื้นที่ทั้งหมด 43 ไร่ เป็นแหล่งศึกษาวิจัยและท่องเที่ยว
๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๗ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเสนอว่า หากจะสงวนพื้นที่ดังกล่าวไว้เป็นเขตอนุรักษ์ 18 ไร่ จะไม่กระทบการดำเนินการของ กฟผ.มากนัก และให้ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ รองนายกรัฐมนตรี รับเรื่องไปศึกษา
๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๗ คณะรัฐมนตรีเพิกถอนมติครม. 17 ก.พ.47 กฟผ.ส่งเรื่องให้ครม.ทบทวนมติเดิม โดยลดพื้นที่เหลือเพียง 18 ไร่ ด้วยเหตุผลในเชิงวิศวกรรมการขุดถ่านหิน ต่อมาวันที่ 21 ธ.ค.47 ครม.มีมติอีกครั้งให้ลดพื้นที่อนุรักษ์ซากหอยขมดึกดำบรรพ์เหลือ 18 ไร่ตามความต้องการของกฟผ.
ปลายเดือน ธันวาคม ๒๕๔๗ ทรัพยากรธรรมชาติฯขอสงวนเป็นแหล่งมรดกโลก
๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ นายสหาย รักเหย้า รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง แจ้งว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้หยุดการขุดถ่านหินที่อำเภอแม่เมาะบริเวณที่พบฟอสซิลหอยขม เนื่องจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯขอสงวนเป็นแหล่งมรดกโลก จำนวน 43 ไร่ ซึ่ง กฟผ.ได้ขอให้คณะรัฐมนตรีทบทวนพื้นที่สงวนลดลงเป็น 18 ไร่ ซึ่งกรมทรัพยากรธรณีได้ประชุมหารือร่วมกับ กฟผ.และมีผลสรุปคือ สามารถกำหนดพื้นที่ใหม่ที่เหมาะสมและยังอยู่ในเขตสัมประทาน รวม 52 ไร่ เป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่มีซากฟอสซิลหอยเดิม 18 ไร่ด้วย ซึ่งในการกำหนดพื้นที่ใหม่และมีจำนวนเพิ่มขึ้น เพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารประกอบต่าง ๆเช่น ที่จอดรถ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง โดยพื้นที่ที่เสนอนี้ไม่กระทบกับแผนการทำเหมืองของ กฟผ. และบรรลุวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์พื้นที่ของกรมทรัพยากรธรณี รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียดอีกครั้งของคณะกรรมการมรดกโลกประจำประเทศไทย พบว่า แหล่งฟอสซิลที่จะเข้าข่ายเป็นมรดกโลกได้นั้น จะต้องมีคุณค่าโดดเด่นในระดับสากล และมีอายุด้านธรณีวิทยายาวนานกว่านี้ และต้องมีความหลากหลายของซากชนิดต่าง ๆ เป็นฟอสซิลที่เป็นดัชนีชี้ให้เห็นภาพของสิ่งมีชีวิตในสมัยดึกดำบรรพ์ ซึ่งซากฟอสซิลที่แม่เมาะไม่เข้าข่ายดังกล่าว ดังนั้นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงจัดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง
คณะรัฐมนตรี(ครม.) คณะที่ 6 (ฝ่ายสังคม) ได้มอบหมายให้กรมศิลปากรขอหารือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความหมายของนิยามคำว่า "โบราณวัถตุ" ตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุฯจะครอบคลุมถึงซากฟอสซิลหรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 8 ได้พิจารณาปัญหาข้อหารือของกรมศิลปากร และรับฟังคำชี้แจงจากผู้แทนกรมศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากร กรมทรัพยากรธรณี สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมาคมโบราณคดีแห่งประเทศไทย
๗ มีนาคม ๒๕๔๘ คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าซากฟอสซิลสุสานหอยน้ำจืดอายุ 13 ล้านปีที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง เป็น "โบราณวัตถุ" ตามนิยามของ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เนื่องจากเป็นของโบราณที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ธรรมชาติและประวัติศาสตร์โลก หลังจากกรมศิลปากรได้ขอหารือข้อกฎหมายว่าสุสานหอยดังกล่าวเป็น "โบราณวัตถุ" ตาม พ.ร.บ.โบราณสถานนักวิชาการอิสระด้านโบราณคดี(นายศรีศักร วัลลิโภดม) แล้ว คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 8 เห็นว่าซากฟอสซิลไม่มีประโยชน์ในทางศิลปแต่อย่างใด และไม่เป็นประโยชน์แก่การศึกษาทางโบราณคดี เพราะไม่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของมนุษย์แต่อย่างใด เว้นแต่ซากฟอสซิลนั้นมีความเชื่อมโยงกับมนุษยชาติ เช่น เป็นซากฟอสซิลของเอพ(ape) ที่มีเค้าโครงว่าเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ส่วนด้านประวัติศาสตร์นั้น เห็นว่าวิชาประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ศึกษาครอบคลุมเรื่องราวในอดีต ไม่ได้จำกัดแต่เพียงเรื่องราวของมนุษยชาติเท่านั้น หากแต่รวมถึงประวัติศาสตร์ธรรมชาติ หรือประวัติศาสตร์โลกด้วย เมื่อซากฟอสซิลเป็นประโยชน์ในการศึกษาถึงความเป็นมาของสิ่งแวดล้อมและดินแดนที่เกี่ยวข้อง ซากฟอสซิลจึงเป็นประโยชน์ในการศึกษาประวัติศาสตร์ธรรมชาติและประวัติศาสตร์โลกโดยตรง เมื่อพิจารณาความเห็นทางวิชาการโดยสรุปแล้ว จึงเห็นได้ว่าซากฟอสซิลเป็น "โบราณวัตถุ" ตามความหมายที่กำหนดไว้ในบทนิยามของ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุฯ
๙ นาคม ๒๕๔๘ จากนั้นจึงได้มีการรวบรวมข้อมูลและเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะชนและรณรงค์ให้กลุ่มภาคประชาสังคมทั้งในและนอกจังหวัดลำปางได้เข้ามาร่วมกันอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ 13 ล้านปี พร้อมกับร้องขอไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดนายวสันต์ พานิช อนุกรรมการด้านสิทธิ์มนุษยชนด้านทรัพยากรน้ำและแร่ เข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2548 โดยได้พบว่ามีการทำลายซากหอยขม อายุ 13 ล้านปีไปอย่างน่าเสียดายโดยที่ยังไม่ได้ทำการศึกษาความเป็นมาที่ไม่เคยพบเห็นที่ใหนมาก่อนในโลก วันที่ 9 มีนาคม 2548 ที่ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีการประชุมระว่าง ตัวแทน อบจ. ภาคเอกชน ภาคประชาชน องค์กรอิสระ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อ.แม่เมาะ เพื่อกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหว ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ชะลอการระเบิดสุสานหอยขมดึกดำบรรพ์ 13 ล้านปี เพื่อขุดถ่านหินลิกไนต์ไว้ก่อน
๑๔ มีนาคม ๒๕๔๘ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(แม่เมาะ) จังหวัดลำปาง นายพายัพ พงษ์พิโรดม ผู้ช่วยผู้ว่าการเชื้อเพลิงแข็ง กฟผ.ได้เชิญตัวแทนกลุ่มผู้ที่คัดค้าน การขุดเหมือง บริเวณซากฟอสซิลหอยอายุหลายล้านปีจำนวน 43 ไร่ เข้ารับฟังการชี้แจง ถึงเหตุผลและความจำเป็น ในการที่จะต้องเดินเครื่องจักรขุดถ่านหิน ในบริเวณดังกล่าวจำนวน 25 ไร่ ในวันที่ 17 มี.ค.48 หลังจากที่ชะลอเวลาในการดำเนินการมา 15 วัน(2-16 มี.ค.48) เพื่อให้กรมทรัพยากรธรณีเข้าไปสำรวจ ถึงแนวทางการอนุรักษ์ที่ชัดเจนก่อน ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนในทรัพยากรน้ำและแร่ นายพายัพ กล่าวว่า ในวันที่ 17 มี.ค.48 จำเป็นที่จะต้องให้บริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวล๊อปเม้นต์ จำกัด(มหาชน) ดำเนินการขุดเหมือง เพราะได้หยุดมาแล้ว 15 วัน และเคยหยุดต่อเนื่องมาแล้วก่อนหน้านี้ประมาณ 1 ปี ซึ่งได้ก่อให้เกิดความเสียหายมาอย่างมากแล้ว ทั้งนี้ระหว่างการขุดเหมือง กรมทรัพยากรธรณี ยังคงสามารถเข้าไปศึกษาในพื้นที่ซากฟอสซิลหอย ที่อนุรักษ์ไว้จำนวน 18 ไร่ได้ตามปกติ สำหรับการที่เครือข่ายสิทธิมนุษยชน จังหวัดลำปาง และองค์กรเอกชน เสนอให้ยุติการดำเนินการขุดเหมืองไว้ก่อนเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าศึกษาอย่างละเอียด ว่าสมควรอนุรักษ์พื้นที่ไว้ทั้งหมด 43 ไร่หรือไม่ นายพายัพ กล่าวว่า หากต้องอนุรักษ์พื้นที่ทั้งหมดไว้ จะทำให้ต้องสูญเสียถ่านหินลิกไนต์ ที่จะนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าไปจำนวน 265 ตัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 132,500 ล้านบาท ทั้งนี้ ที่ยังไม่รวมไปถึงผลกระทบ ที่จะทำให้เหมืองแม่เมาะ ต้องปิดเหมืองก่อนกำหนดถึง 26 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมหาศาล ต่อเศรษฐกิจของจังหวัดลำปาง เพราะปัจจุบันการทำเหมืองลิกไนต์ ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนกับเศรษฐกิจของจังหวัดลำปางถึงปีละประมาณ 7,000 ล้านบาท โดยหากคิดการเสียโอกาส 26 ปี จะคิดเป็นเงินประมาณ 182,000 ล้านบาท
นายประสิทธิ์ สิริศรีสกุลชัย ประธานหอการค้าจังหวัดลำปาง กล่าวว่า หากกฟผ.ยืนยันว่าได้อนุรักษ์แล้วและมีความจำเป็นที่จะต้องขุดต่อ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ตามที่ได้ชี้แจง ก็ขอให้ขุดสุสานหอยในพื้นที่ 25 ไร่ที่ทำการขุดไปแล้ว มาไว้ในบริเวณ 18 ไร่ กับอีก 34 ไร่ นอกเขตสัมปทานที่ กฟผ.กันไว้เพิ่มเติม เพื่ออนุรักษ์หอยไว้เพื่อการศึกษาและการท่องเที่ยวต่อไป นายศรีสะเกษ สมาน เครือข่ายสิทธิมนุษยชนจังหวัดลำปาง ยืนยันว่า จะยังคงเคลื่อนไหวต่อไปเพื่อคัดค้านการดำเนินงานของ กฟผ.โดยที่จะมีการรวบรวมรายชื่อผู้ที่ไม่เห็นด้วย จัดทำเป็นหนังสือยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ผ่านถึงผู้บริการ กฟผ.และนายกรัฐมนตรี ภายในวันที่ 15 มี.ค.48 นอกจากนี้ยังจะมีการศึกษาข้อกฎหมายด้วยว่าจะสามารถดำเนินการเอาผิด กฟผ.ได้อย่างไรบ้าง
๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ ชาวบ้าน จ.ลำปางจำนวนประมาณ 200 คนได้ชุมนุมกันบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเพื่อเรียกร้องให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ยุติการขุดสุสานหอยอายุ 13 ล้านปีบริเวณเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ ซึ่ง กฟผ.เตรียมดำเนินการขุดเพื่อนำลิกไนต์ในพื้นที่ดังกล่าวในวันที่ 17 มี.ค.นี้ อย่างไรก็ตามในการชุมนุมครั้งนี้ชาวบ้านยังมีการล่ารายชื่อชาวบ้านเพื่อคัดค้านการขุดสุสานหอยดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีการยื่นหนังสือคัดค้านการดำเนินการของ กฟผ.ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผ่านทางจังหวัดลำปางด้วย
นายสุรพล ตันสุวรรณ สมาชิกสภาเทศบาลนครลำปางในฐานะตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่า ชาวบ้านกว่า 200 คนมายื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้ กฟผ.ชะลอการเปิดหน้าดินออกไปก่อน และให้ศึกษาถึงความสำคัญของสุสานหอยตามมาตรา 6 และ 9 ของ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2516 ก่อน นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแสดงจุดยืน และให้คำตอบที่ชัดเจนต่อเรื่องนี้ภายในวันที่ 25 มี.ค.นี้ "เมื่อก่อนคนลำปางไม่เคยรู้ข้อมูล จึงไม่มีการเคลื่อนไหว แต่ตอนนี้ตื่นตัวกันมาก ในเวลาเพียง 3 วันก็ได้รายชื่อผู้สนับสนุนให้มีการชะลอการเปิดหน้าดินบริเวณที่เป็นสุสานหอยถึง 1,389 ชื่อ ด้วยเหตุผลที่ว่าสิ่งนี้ถือเป็นสมบัติของชาติ และเป็นมรดกของโลกที่ผ่านกาลเวลาอันยาวนาน การใช้เวลาอันสั้นในการตัดสินใจ และทำลายลงไปถือว่าไม่เป็นธรรมต่อสังคม" นายสุรพล กล่าว
นายสุพจน์ หอมชื่น นายอำเภอแม่เมาะ กล่าวว่า การชุมนุมดังกล่าวถือเป็นการแสดงออกในความเห็นของชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกับการขุดสุสานหอยอายุ 13 ล้านปีของ กฟผ.เพราะต้องการอนุรักษ์พื้นที่บริเวณดังกล่าวเอาไว้ ซึ่งขัดแย้งกับแนวทางของ กฟผ.ที่ต้องการนำลิกไนต์บริเวณดังกล่าวมาใช้ กรณีที่เกิดขึ้นตนวางตัวเป็นกลางและเห็นด้วยกับทั้งสองฝ่ายกล่าวคือต้องการให้สุสานหอยเป็นมรดกที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และถือเป็นสมบัติของชาติ ขณะเดียวกันตนก็อยากได้ไฟฟ้าเช่นกัน ซึ่งหากไม่ให้ กฟผ.ใช้ลิกไนต์ในพื้นที่ดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อเรื่องไฟฟ้าได้ กรณีที่เกิดขึ้นตนในฐานะนายอำเภออยากให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้ามาคุยกันเพื่อหาจุดลงตัวให้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำตอบว่าเอาหรือไม่เอา แต่อาจใช้ทางเลือกที่ 3 ขึ้นมากล่าวคือให้ กฟผ.ขุดไปแต่ให้กระทบสุสานหอยให้น้อยที่สุดซึ่งตนคิดว่าแนวทางนี้อาจเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย
นายประสิทธิ์ สิริศรีสกุลชัย ประธานหอการค้า จ.ลำปาง กล่าวว่า กรณีสุสานหอยทางหอการค้ามีจุดยืนที่เป็นกลางและต้องให้ทุกฝ่ายมีข้อสรุปที่ลงตัวคือให้ กฟผ.มีลิกไนต์ใช้และให้ประชาชนได้อนุรักษ์สุสานหอยและเป็นสมบัติของชาติ อีกทั้งที่ผ่านมาตนได้ประสานงานกับ กฟผ.ไปว่าพื้นที่จำนวน 25 ไร่หากมีการขุดก็ย่อมกระทบสุสานหอย ดังนั้น หาก กฟผ.ขุดก็ควรนำซากหอยเหล่านั้นมาจัดแสดงเพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาของประชาชนและควรตั้งแสดงในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ส่วน 18 ไร่ที่ กฟผ.กันไว้
๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ นางมะลิวรรณ นาควิโรจน์ เลขาธิการเครือข่ายสิทธิ์ผู้ป่วยแม่เมาะ เปิดเผยว่า จากการเข้าสำรวจซากฟอสซิล บริเวณที่ กฟผ. ที่ได้ทำการ นำซากฟอสซิลที่ขุดพบจากบ่อเหมืองถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง มากองรวมกันไว้อย่างมักง่าย และไม่มีการป้องกันการพังทลายจากภัยธรรมชาติและภัยจากการทำเหมือง เป็นเหตุให้ซากฟอสซิลอันควรค่าแก่การอนุรักษ์ต้องเสียหาย และยากที่จะให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เป็นที่น่าเศร้าใจสำหรับคนไทยและมวลนักอนุรักษ์ ซากโบราณของโลกยิ่ง
“วันนี้ความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของแหล่งการศึกษาความเป็นมาของโลก และต้นทุนทางปัญญาที่ไร้พรหมแดนปิดตัวลง เพราะการไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม และความมักง่ายเห็นแก่ได้ของกลุ่มนายทุนที่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ต่อให้ชดใช้เป็นเงินมูลค่าเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอและแน่นอนเพราะว่าความสูญเสียครั้งคือ การสูญเสียสมบัติของชาติและมรดกของโลก” นางมะลิวรรณ กล่าว
ด้านนายสุรชัย ตรงงาม ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากชาวบ้าน และผู้ประสานงานโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เป็นสิทธิของเขาที่จะยื่นอุทธรณ์แม้จะส่งผลให้ทุเลาการบังคับคดีทางปกครองออกไป แต่ผู้ถูกฟ้องยังคงผูกพันให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล ที่มีอยู่หลายด้านซึ่งความเห็นส่วนตัวผู้ถูกฟ้องทั้ง 4 ราย ควรผลักดันให้เริ่มกระบวนการทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ได้ทันทีไม่ต้องรอคำตัดสินของศาล เนื่องจากกระบวนการศึกษาฯ ใช้เวลายาวนาน ที่สำคัญผู้ถูกฟ้องควรระวังเป็นอย่างยิ่งไม่ให้สุสานหอยเกิดการพังทลายก่อนที่ศาลจะชี้ขาดอีกครั้ง
๑๘ มีนาคม ๒๕๔๘ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ(กฟผ.) อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เตรียมที่จะเริ่มดำเนินการขุดถ่านหินบริเวณพื้นที่ที่ค้นพบสุสานหอยอายุประมาณ 13 ล้านปีหลังจากที่ชะลอการดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว โดยที่จะดำเนินการขุดในพื้นที่จำนวน 25 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 18 ไร่ กันไว้เป็นพื้นที่อนุรักษ์นายลือชาย ยารังษี นายกสมาคมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมท้องถิ่นอำเภอแม่เมาะ และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่เมาะ เปิดเผยว่า ขณะนี้นอกเหนือไปจากการที่ทางเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนจังหวัดลำปางยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ทำการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 21 ธ.ค.47 ที่ให้ทำการขุดเหมืองบริเวณสุสานหอยได้ โดยกันพื้นที่จำนวน 52 ไร่เป็นพื้นที่อนุรักษ์แล้ว ยังได้มีการยื่นเรื่องถึงสำนักงานคณะกรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสภาทนายความเพื่อปรึกษาที่จะดำเนินการฟ้องร้อง กฟผ.ต่อศาลปกครองด้วย เนื่องจากเห็นว่าการดำเนินการตัดสินใจที่จะขุดเหมืองบริเวณที่เป็นสุสานหอยนั้นเป็นการละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยสิทธิของชุมชน โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการให้ทนายความของสภาทนายความศึกษาข้อกฎหมายและจัดทำรายละเอียดต่างๆ คาดว่าจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในเร็วๆ นี้
ขณะที่นายสุรพล ตันสุวรรณ อดีตประธานหอการค้าเขต 9 และที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดลำปาง ซึ่งร่วมคัดค้านการขุดเหมืองบริเวณสุสานหอยล้านปี กล่าวว่า ยังคงยืนยันความคิดเห็นว่า กฟผ.สมควรที่จะต้องอนุรักษ์พื้นที่บริเวณสุสานหอยไว้เป็นสมบัติของชาวลำปางทั้งหมด 43 ไร่ โดยที่ไม่ต้องมีการขุดเหมือง นอกจากนี้ในบางส่วนของสุสานหอยที่มีการขุดไปแล้วนั้นเห็นว่าจะต้องมีผู้ที่ออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างชัดเจนด้วย
๒๓ มีนาคม ๒๕๔๘ คณะหอการค้าจังหวัดลำปาง พร้อมด้วยตัวแทนมูลนิธิคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และ อบต.แม่เมาะ ได้เข้าฟังบรรยายสรุปเรื่องสุสานหอยขม อายุ 13 ล้านปีที่ขุดพบในอำเภอแม่เมาะ จากนายพายัพ พงศ์พิโรดม ผู้ช่วยผู้ว่าการปฏิบัติการเชื้อเพลิงแข็ง กฟผ.แม่เมาะลำปาง และมีนางเบญจา เสกธีระ เจ้าหน้าที่จากกรมทรัพยากรธรณีเข้าร่วมบรรยายเกี่ยวกับการอนุรักษ์
นายลือชาย ยารังษี สมาชิก อบต.แม่เมาะเปิดเผยว่า ปัจจุบันได้พบซากฟอยขมอีก ที่บ้านดงอำเภอแม่เมาะ แต่ลักษณะเป็นชั้นแต่ไม่เห็นตัวหอย และอีกแห่งพบที่บ้านสบป้าด อำเภอแม่เมาะ มีอายุประมาณ 30 ล้านปี
โอกาสนี้ ทาง กฟผ.ได้นำคณะฯ ดังกล่าวเข้าไปในพื้นที่สุสานหอยบริเวณที่จะอนุรักษ์ เพื่อจะได้ดูและศึกษาข้อมูลจริง ซึ่งทางหอการค้าจังหวัดลำปางเสนอความเห็น ให้มีการยืดเวลาการขุดออกไปอีก เพื่อให้กรมทรัพยากรได้ศึกษามากกว่านี้ ซึ่งทาง กฟผ.เตรียมสถานที่และเส้นทางขนย้ายซากฟอสซิลหอยที่จะขุดจากนอกพื้นที่อนุรักษ์ เพื่อให้กรมทรัพยากรธรณีจะได้นำไปใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์
๗ เมษายน ๒๕๔๘ กลุ่มชาวบ้านจากเครือข่ายสิทธิ์ผู้ป่วยแม่เมาะ จำนวน 18 คน ได้มอบอำนาจให้ ทนายความจาก โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม โดยนายสุรชัย ตรงงาม และคณะฯ เป็นตัวแทนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง
โดยนายสุรชัย ตรงงาม ผู้ประสานงานโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ทนายความผู้รับมอบอำนาจ ฟ้องคดีปกป้องแหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์ต่อศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 459/2548 ในวันนี้ (7 เมษายน 2548) โดยฟ้อง คณะรัฐมนตรีที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมที่ 2, กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ที่ 3 และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ 4
ตัวแทนกลุ่มผู้คัดค้านยื่นฟ้อง เพื่อวินิจฉัยประเด็นดังต่อไปนี้1.มติครม.21 ธ.ค.2547 ให้อนุรักษ์พื้นที่สุสานหอยขมน้ำจืดไว้ 18 ไร่ จากเดิมทั้งหมด 43 ไร่ ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่2.เป็นคำสั่งและการปฏิบัติที่ขัดต่อพ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 พ.ร.บ.โบราณสถานโบราณวัตถุ พ.ศ.2504 และพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 หรือไม่และขอให้ศาลปกครองให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ กฟผ.ยุติการขุดหรือดำเนินการใดๆ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา เพราะ กฟผ.และอิตาเลียนไทยฯ เร่งเข้าไประเบิดเหมืองเพื่อเปิดหน้าดินนอกเขตที่กันไว้ 18 ไร่ ซึ่งอาจทำให้ชั้นดินที่ฟอสซิลหอยแทรกตัวอยู่อาจพังทลายลงมาทั้งหมด
๓ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ศาลปกครองนัดไต่สวนคดีสุสานหอยขมในคำฟ้องได้ระบุให้ศาลปกครองมีคำพิพากษา- เพิกถอนมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2547 ที่กำหนดลดพื้นที่อนุรักษ์ซากหอยขมดึกดำบรรพ์ จาก 43 ไร่ เหลือเพียง 18 ไร่- ให้เพิกถอนประทานบัตรอนุญาตทำเหมืองในส่วนพื้นที่แหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์- ให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบให้ กฟผ. ดำเนินการแจ้ง กรมศิลปการ และจัดทำ รายงาน EIA เพิ่มเติม- ให้ กฟผ. หยุดการดำเนินการเพื่อทำการศึกษาเพิ่มเติมให้ครบถ้วนโดยชาวบ้านขอให้กำหนดวิธีการชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน และขอให้ศาลมีคำสั่งให้ กฟผ. หยุดการไถ ทำลายซากหอยขมดึกดำบรรพ์ ไว้ก่อนจนกว่า ศาลจะมีคำพิพากษา ซึ่งต้องรอคำสั่งของศาลปกครองต่อไป
๖ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ลำปาง–ศาลปกครองเตรียมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เก็บข้อมูลสานหอยขมอายุกว่า 13 ล้านปีบริเวณแม่เมาะ พร้อมสั่ง กฟผ.ชะลอการขุดถ่านหินต่อไปไม่มีกำหนดนางมะลิวรรณ นาควิโรจน์ เลขาธิการเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง เปิดเผยว่า ตามที่นายสุรชัย ตรงงาม ตัวแทนจากสภาทนายความแห่งประเทศไทย ที่ได้รับมอบอำนาจจากชาวบ้านแม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ยื่นฟ้องคณะรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่ 1, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นจำเลยที่ 2, กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการพลังงาน เป็นจำเลยที่ 3 และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นจำเลยที่ 4 กรณีปัญหาการค้นพบสุสานหอยขมอายุกว่า 13 ล้านปี บริเวณเหมืองถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ ต่อศาลปกครองกลาง กรุงเทพฯโดยได้ยื่นฟ้องคณะรัฐมนตรีในประเด็นเรื่องมติ ครม.ที่ให้อนุรักษ์พื้นที่สุสานหอยขมน้ำจืดไว้เพียง 18 ไร่ จากเดิมที่พบทั้งหมด 43 ไร่ ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะที่เป็นผู้รับคำสั่งจาก ครม.และอนุมัติประทานบัตรเหมืองแพร่แก่ กฟผ., กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานฯ ในฐานะผู้มีอำนาจควบคุมดูแลให้ผู้ได้รับประทานบัตร ซึ่งก็คือ กฟผ.ปฏิบัติตามกฎหมาย และ กฟผ.ในฐานะผู้ได้รับประทานบัตรเหมืองแร่ศาลปกครองจังหวัดเชียงใหม่ ได้เริ่มไต่สวนกรณีนี้แล้วโดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ชี้แจงถึงข้อดีในการขุดสุสานหอยบริเวณนั้นว่าจะได้ประโยชน์จากแร่ลิกไนต์อย่างมหาศาล ทั้งนี้ หากไม่มีการขุดก็จะทำให้เสียหายเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองเตรียมจะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สุสานหอย อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ในเร็วๆ นี้เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมด รวมทั้งมีคำสั่งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตชะลอการขุดถ่านหินบริเวณสุสานออกไปอย่างไม่มีกำหนดจนกว่าจะได้ข้อสรุปต่อไป
๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘ นายวิทยา มะเสนา รองประธานคณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของคณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านสังคม วุฒิสภา พร้อมตัวแทนกรมทรัพยากรธรณี กรมศิลปากร และกลุ่มแนวร่วมอนุรักษ์สุสานหอย ๑๓ ล้านปี จ.ลำปาง เข้าตรวจสถานที่พบซากดึกดำบรรพ์หอยขมน้ำจืด อายุ ๑๓ ล้านปี ในแอ่งเหมืองแม่เมาะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง เนื่องจากเกิดกรณีขัดแย้งระหว่าง กฟผ.และประชาคมทุกภาคส่วนของ จ.ลำปาง ในการที่จะให้อนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์หอยขมไว้ทั้งพื้นที่ที่พบจำนวนเบื้องต้น ๔๓ ไร่ แต่ปรากฏมาภายหลัง กฟผ. อ้างเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจและจำนวนถ่านหินลิกไนต์ที่ต้องสูญเสียไปหากจะอนุรักษ์ไว้ทั้งหมด จะมีผลกระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า ตามที่เป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่องนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านสังคมได้เข้าดูในพื้นที่แล้วพบว่าสภาพซากดึกดำบรรพ์ดังกล่าวถูกขุดทำลายไปจนเกือบหมดแล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ที่พบซากดึกดำบรรพ์ที่สมบูรณ์และมีความหนาที่สุดในโลก โดยบริษัทอิตัลไทยได้ขุดไปกองไว้ด้านบนของเหมืองลิกไนต์ที่ทาง กฟผ.อ้างว่าอยู่นอกพื้นที่สัมปทาน
๓ สิงหาคม ๒๕๔๘ กรมทรัพยากรธรณีพยายามหาวิธีอนุรักษ์ โดยว่าจ้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ศึกษาหาแนวทางอนุรักษ์ซากหอยที่เหลือเมื่อมี.ค.ที่ผ่านมา การศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.นี้ แล้วต้องมีขั้นตอนต่างๆ ตามระเบียบระบบราชการ
๑๔ มกราคม ๒๕๔๙ มีการขุดพบฟอสซิล ‘หมาหมี’ ชนิดและสกุลใหม่ของโลกอายุ 13 ล้านปี โดยบริเวณที่ค้นพบคือเหมืองถ่านหิน จ. ลำปาง ดร.เยาวลักษณ์ ชัยมณี นักธรณีวิทยา 8 สำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ก็คือการค้นพบ “แม่เมาะซิออน โพธิสัตย์ติ” (Maemohcyon potisati Pigne et al.,2006 ) ซึ่งเป็นฟอสซิลสัตว์กินเนื้อ ที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างสุนัขและหมี และนับป็นชนิดและสกุลใหม่ของโลก ในตระกูลแอมฟิซิโอนิเด ขนาดใหญ่ อายุ 13 ล้านปี ที่เหมืองถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ จ.ลำปาง ที่เพิ่งได้นำมาเปิดเผยเป็นครั้งแรกด้วยดร.เยาวลักษณ์ กล่าวว่า กรมทรัพยากรธรณี ได้ร่วมศึกษาวิจัยโครงการสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ร่วมกับประเทศฝรั่งเศส โดยล่าสุดเมื่อปี 2543 ทีมวิจัยได้ขุดเจอฟันกรามล่าง จำนวน 4 ซี่ พร้อมเขี้ยวที่สมบูรณ์จากชั้นถ่านหินในบ่อเหมืองเก่าแม่เมาะ จากนั้นได้ตรวจสอบร่วมกับ ดร.สเตฟาน พิกเน ศ.จอง จาริก เอเกอร์ มหาวิทยาลัยมองเปลีเอร์ที่สอง ประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลากว่า 5 ปี จนได้ข้อสรุปว่าเป็นฟอสซิลสัตว์กินเนื้อในตระกูลแอมฟิซิโอนิเด ขนาดใหญ่ทั้งนี้ อาจจะเรียกว่า หมาหมี หรือหมีหมา ก็ได้ เนื่องจากจะมีหน้าตาคล้ายสุนัขและรูปร่างคล้ายหมี แต่บางชนิดก็คล้ายแพนด้า แต่เป็นสัตว์นักล่ามีความสามารถในการเคลื่อนที่เร็วมาก และกินเนื้อเป็นอาหาร โดยสัตว์ในตระกูลนี้มีความหลากหลายของชนิดสูงมาก ในช่วงต้นสมัยไมโอซีน (25-30 ล้านปี) จนกระทั่งในช่วงตอนปลายสมัยไมโอซีน ประมาณ 10 ล้านปีก่อน สายพันธุ์พวกนี้สูญพันธุ์ไปไม่มีลูกหลานที่วิวัฒนาการมาเป็นสัตว์กินเนื้อชนิดใดในปัจจุบัน“ถ้าเทียบกับสัตว์ปัจจุบันก็คงคล้ายกับหมีหมา แต่ไม่สามารถยืนได้ 2 ขาได้ นอกจากนี้ที่ฟันจะมีลักษณะพิเศษคือจะมีทั้งฟันบดเคี้ยวแบบหมี และฟันฉีกเนื้อแบบหมา มีส่วนสูงประมาณ 1 เมตร คล้ายหมีหมา หนักราว 40-50 กก. ซึ่งสัตว์ชนิดนี้สูญพันธุ์ไปประมาณ 10 ล้านปีแล้ว”
๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ศาลปกครองมีคำสั่งห้ามกฟผ.ดำเนินการที่อาจสร้างความเสียหายต่อสุสานฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์อายุ 13 ล้านปี ในพื้นที่ 18 ไร่ของเหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา แต่กฟผ.ยังทำเหมืองใกล้ๆสุสานหอยต่อไป
นายวสันต์ พานิช ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรน้ำและแร่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสช.) กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมศิลปากรเข้ามาศึกษาสุสานหอยและวินิจฉัยว่า ซากหอยเป็นโบราณวัตถุ ดังนั้นจะดำเนินการอะไรไม่ได้ ถือว่าผิดกฎหมาย แต่กฟผ.ได้ไถทำลายสุสานหอยจากเนื้อที่ทั้งหมด 43 ไร่ เหลือเพียง 18 ไร่ กรมศิลปากรก็ไม่ทำอะไร นอกจากนี้แม้ศาลจะสั่งคุ้มครองสุสานหอยที่เหลือเพียง 18 ไร่แล้ว แต่ก็ยังมีการทำเหมืองใกล้ๆ ดังนั้นกสช.จะเรียกกรมศิลปากรมาคุยว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะจริงๆแล้วต้องกันเขตประมาณ 500 เมตร เพื่อไม่ให้กระทบต่อสุสานหอยดร.วิฆเนศ ทรงธรรม จากกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า กฟผ.ควรยุติทำเหมืองบริเวณใกล้พื้นที่ 18 ไร่ชั่วคราวจนกว่าศาลจะพิพากษา เพราะซากหอยอาจได้รับอันตราย ที่ผ่านมากรมทรัพยากรธรณีก็ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ เพราะอ้างว่าพื้นที่อยู่ระหว่างฟ้องคดี ส่วนนายสมชาย หอมลออ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาทนายความ กล่าวว่า คงต้องอาศัยคำสั่งศาลในการป้องกัน เพราะศาลสั่งคุ้มครองแล้วว่าห้ามดำเนินการใดๆอันอาจส่งผลให้ซากหอย 18 ไร่ ปัญหาคือใครจะเป็นผู้รับผิดชอบด้านค่าใช้จ่าย ซึ่งตามกฎหมายต้องเป็นกฟผ. เพราะกฟผ.มีหน้าที่ต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการแก้ไข และควรดำเนินการให้มีมติครม.ต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยกรมศิลปากร หรือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯต้องเป็นเจ้าภาพชงเรื่องเข้าไป จากการศึกษาเสถียรภาพความลาดชันพื้นที่อนุรักษ์สุสานหอยดึกดำบรรพ์แม่เมาะของสถานบริการวิศวกรรม ม.เชียงใหม่ สรุปว่า ชั้นหอยขมอาจพังทะลายได้ ทั้งจากการกัดเซาะจากฝน เนื่องจากสุสานหอยมีความชันถึง 45 องศา ตลอดถึงการลุกไหม้ของลิกไนต์ใต้ชั้นหอย ซึ่งสามารถลุกไหม้ด้วยตัวมันเองจะทำให้เกิดสภาพเป็นโพรงจนสุสานหอยพังทะลายลงมาได้ จำเป็นต้องปรับแต่งพื้นที่เพื่อลดผลกระทบ
๒๒ มีนาคม ๒๕๔๙ คณะผู้แทนหอการค้าจังหวัดลำปาง สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สมาคมท่องเที่ยวจังหวัดลำปาง องค์กรพัฒนาเอกชน และชาวบ้าน อ.แม่เมาะ เยี่ยมชมพื้นที่สุสานหอยในเหมืองแม่เมาะ มีนายพายัพ พงษ์พิโรดม ผู้ช่วยผู้จัดการปฏิบัติการเชื้อเพลิงแข็ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ชี้แจงถึงความจำเป็นในการทำเหมืองในพื้นที่สุสานหอย 25 ไร่ จากทั้งหมด 43 ไร่ ว่าหากไม่ขุดลิกไนต์จะสูญเสียลิกไนต์มูลค่ากว่า 1.35 แสนล้านบาท และยืนยันว่าสุสานหอยไม่ควรค่าแก่การเป็นมรดกโลก ดังนั้น กฟผ.จะขุดลิกไนต์ในพื้นที่ 25 ไร่ตามแผนต่อไป นางเบญจา เสกธีระ ที่ปรึกษากรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า ขอยืนยันว่าเป็นสุสานหอยน้ำจืดแห่งเดียวในโลกที่น่าอัศจรรย์ ควรศึกษาสภาพแวดล้อมและที่มาของการเกิด ขณะเดียวกันพบว่ามีซากหอยน้ำจืดหลายชนิด เช่น หอยขม หอยไซ หอยสองฝา ฟอสซิลเต่า ปลา แมลง ฟันสัตว์ ซึ่งไม่ตรงกับความเห็นของ ดร.อดุลย์ วิเชียรเจริญ ประธานกรรมการมรดกโลก ซึ่งระบุว่าไม่พบซากฟอสซิลหลากหลาย จึงไม่มีความสำคัญและมีคุณค่าทางมรดกโลก ดังนั้นเมื่อพบข้อมูลว่ามีซากสัตว์หลากหลายคงต้องพิจารณาใหม่ นายศรีสะเกษ สมาน ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาสังคมและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน จ.ลำปาง กล่าวว่า จับพิรุธของ กฟผ.ได้ว่าให้ข้อมูลไม่ตรงกับความจริงที่ว่าพบซากหอยขมเนื้อที่ 43 ไร่ เพราะคณะที่เข้าไปตรวจสอบเห็นพ้องกันว่ามีมากกว่า 100 ไร่แน่นอน และหนาประมาณ 20 เมตร อีกทั้งยังปะปนด้วยซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ชนิดต่างๆ ที่ควรค่าแก่การศึกษามากที่สุด จึงรู้สึกว่า กฟผ.ให้ข้อมูลผิดๆ กับนายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้อง จนยอมให้ลดพื้นที่อนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์ แต่ถึงวันนี้สายเสียแล้ว ขอเรียกร้องให้คนทั้งประเทศและทั้งโลกช่วยกันประณาม กฟผ.ที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และโบราณวัตถุที่มีคุณค่ามหาศาลไปอย่างน่าเสียดาย
๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ศาลปกครองกลางกรุงเทพฯ แถลงคำพิพากษาคดีดำหมายเลข 459/2548 คดีปกป้องหอยดึกดำบรรพ์ที่กลุ่มอนุรักษ์และประชาชน จ.ลำปาง ยื่นฟ้องคณะรัฐมนตรี (รัฐบาลทักษิณ) รมว.อุตสาหกรรม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการ พลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จากกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2547 ให้ลดพื้นที่อนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ที่มีอยู่กว่า 43 ไร่ ในเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ เฟส 5 ให้เหลือเพียง 18 ไร่ เพื่อประโยชน์ในการทำเหมืองแร่ลิกไนต์ ซึ่งกฟผ.โดยบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ได้รับสัมปทานได้ดำเนินการไถทำลายซากหอยขมไปแล้วบางส่วน
คำฟ้องดังกล่าวระบุให้ศาลปกครองมีคำพิพากษา เพิกถอนมติครม.เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.47 และเพิกถอนประทานบัตรอนุญาตทำเหมืองในส่วนพื้นที่แหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์ อีกทั้งให้กรมอุสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบให้ กฟผ. ดำเนินการแจ้งกรมศิลปากร และจัดทำรายงานศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เพิ่มเติม
นายสุรชัย ตรงงาม ผู้ประสานงานโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากชาวบ้าน เผยว่า คำฟ้องของชาวบ้านทั้งหมดศาลได้ตอบรับครบถ้วน โดยศาลได้เพิกถอนมติครม.และมีคำสั่งให้รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ปฏิบัติหน้าที่ในการกระทำดีเพิ่มเติมเพื่ออนุรักษ์แหล่งสุสานหอยขมดึกดำบรรพ์ให้ปลอดภัยจากการทำเหมืองและภัยธรรมชาติ นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีนัดแจ้งกรมศิลปากรเข้ามาตรวจสอบขึ้นทะเบียนตามพ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ พ.ศ.2504 เพิกถอนประทานบัตรเหมืองเฟส 5 จำนวน 43 ไร่ และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าดูแลคุ้มครองพื้นที่ภายใน 180 วัน
นายสุรชัย กล่าวว่า คดีนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาปกป้องโบราณสถานโบราณวัตถุที่มีประโยชน์ของชาติ และเป็นบทเรียนให้กับคำสั่งของฝ่ายบริหารที่ให้ดำเนินการทางอุตสาหกรรมที่ละเลยการปกป้องทรัพย์สมบัติของชาติที่สำคัญ ถ้าเกิดถูกทำลายเสียหายโดยไม่สามารถฟื้นคืนมาได้ ใครจะรับผิดชอบ และอนาคตจะมีวิธีป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้อย่างไร เพราะกรณีสุสานหอยแม่เมาะจำนวน 43 ไร่ได้ถูกทำลายไปแล้วจนเหลือเพียง 18 ไร่ ซึ่งโดยหลักการเมื่อพบข้อเท็จจริงใหม่ก็ควรหยุดดำเนินการเหมืองเพื่อศึกษา ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาประเมินตามกฎหมาย เพื่อหาวิธีการป้องกัน ไม่ใช่การไถทิ้งแล้วค่อยมาว่ากันทีหลัง ต่อจากนี้ไปผู้เกี่ยวข้องคงต้องมาดูกันว่าทำอย่างไรจะให้พื้นที่ที่เหลือได้รับความเสียหายหรือพังทลายเพิ่มเติม
“ผลจากคดีนี้จะเป็นแนวพื้นฐานที่สำคัญให้ชุมชนหรือชาวบ้านที่ต้องการปกป้องสมบัติของชาติหรือท้องถิ่น สามารถลุกขึ้นมาปกป้องใช้สิทธิในศาล นอกจากจะปล่อยให้หน่วยงานรัฐดูแล หรือละเลยไป ที่สำคัญต้องคิดค้นกันต่อถึงวิธีการในการปกป้อง ระงับยับยั้ง หรือมาตรการคุ้มครองชั่วคราวที่รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ เช่น เมื่อมีการฟ้องก็สามารถเกิดผลระงับยับยั้งการดำเนินการใดๆ ได้ทันที เพราะกรณีสุสานหอยขมแม้ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแต่โดยสภาพข้อเท็จจริงได้มีการทำลายไปก่อนแล้ว” นายสุรชัย กล่าว
นางมะลิวรรณ นาควิโรจน์ ชาวบ้านห้วยคิง หมู่ 6 อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง กล่าวภายหลังรับทราบคำพิพากษาว่า นี่คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของกลุ่มชาวบ้านองค์กรเล็กๆ พวกเราชาวบ้านรู้สึกมีกำลังใจและฮึกเหิมในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากทีมสภาทนายความ รวมถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อย่างไรก็ตามอยากฝากถึงรัฐบาลใช้คดีนี้เป็นตัวอย่างในการบริหารและดำเนินโครงการพัฒนาที่ไม่รอบคอบ ไม่คำนึงถึงผลกระทบในด้านต่างๆ อย่างถี่ถ้วน ซึ่งความเสียหายที่เกิดตามมาก็ไม่สามารถทดแทนเป็นตัวเงินได้ ดังนั้นการสร้างโรงไฟฟ้า การเปิดเหมือง หรือการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่างๆ ต้องมีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบและรอบด้าน
๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ชาวบ้านแม่เมาะ เครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะและเครือข่ายฯ จะได้นัดร่วมประชุมหารือกัน เพื่อหามาตรการในการที่จะร่วมกันปกป้องดูแลพื้นที่สุสานหอย โดยประเด็นสำคัญเร่งด่วนหลังจากนี้ เราจะรีบทำหนังสือคัดค้านไม่ให้ฝ่ายรัฐหรือ กฟผ.ได้ยื่นอุทธรณ์ เพราะไม่เช่นนั้น ทุกคนเกรงว่า ต่อไปอาจจะมีการดำเนินการใดๆ ที่จะทำให้สุสานหอยเสียหายได้ในอนาคต แต่อยากให้รัฐและ กฟผ.รับรู้ว่า เราไม่ได้ปกป้องต่อสู้เพื่อตัวเอง แต่เพื่อประเทศชาติส่วนรวมเพราะที่ผ่านมา การดำเนินการใดๆ ของ กฟผ.ไม่ได้มีการคำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ได้คำนึงความสำคัญของซากหอยโบราณเลย แต่จะมองเพียงแค่ผลประโยชน์และกำไรเพียงเท่านั้น ซึ่งอาจมีการเปิดเหมืองต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ ทราบมาว่ามีการขุดเหมืองเฟส 6 ไปแล้ว และมีอีกหลายเฟสที่กำลังดำเนินการอยู่ ดังนั้น จึงฝากไปยังคนไทยทั้งประเทศที่จะต้องช่วยกันออกมาปกป้องดูแลสุสานหอยเอาไว้อย่าให้สูญหายอีกต่อไป
๒ สิงหาคม ๒๕๕๐ กฟผ.เสนอแนวทางจัดการไว้ 2 แนวคือ1.เก็บพื้นที่ฟอสซิลหอยไว้ 18 ไร่ สูญเสียถ่านลิกไนต์ 4 แสนตัน คิดเป็นมูลค่า 200 ล้านบาท2.อนุรักษ์ฟอสซิลหอยทั้งหมด 43 ไร่ สูญเสียถ่านหิน 265 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าแร่ประมาณ 132,500 ล้านบาทคณะกรรมการกลั่นกรองเสนอคณะรัฐมนตรีให้เห็นชอบตามแนวทางที่ 2 โดยระบุว่าแหล่งฟอสซิลหอยเป็นมรดกโลกที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ ครม.มีมติเห็นชอบตามแนวทางดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2547กฟผ.ร้องเรียนให้ทบทวนมติครม.ดังกล่าว เพราะจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานอย่างรุนแรง ซึ่งในการประชุมครม.วันที่
๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่รับทราบข้อมูลและดูสภาพพื้นที่สุสานหอยขม 13 ล้านปีนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อรับทราบข้อมูลและดูสภาพพื้นที่สุสานหอยขม บริเวณเหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เนื่องจากศาลปกครองมีคำสั่งเพิกถอนสัมปทานเหมืองแม่เมาะและยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่ลดพื้นที่อนุรักษ์แหล่งหอยขมโบราณอายุ 13 ล้านปี เหลือแค่ 18 ไร่ พร้อมทั้งสั่งให้กันพื้นที่เพิ่มเป็น 52 ไร่ ซึ่งจากการรับฟังข้อมูลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแม่เมาะ ทำให้ทราบว่ากรณีที่ต้องกันพื้นที่สุสานหอยขมเป็นพื้นที่อนุรักษ์นั้น จะส่งผลกระทบต่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแม่เมาะ โดยในระยะสั้นต้องกันพื้นที่สุสานหอยขมประมาณ 43 ไร่ เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานทั้งหมด ซึ่งจะกระทบต่อการขุดถ่านหินในเหมือง และในระยะยาว จะมีปัญหาต่อการทำเหมืองในระดับลึกอีกด้วย สำหรับบริเวณสุสานหอยพื้นที่ 18 ไร่ ที่เอียงออกนอกปากบ่อเหมืองไม่น่าจะมีปัญหาความเสียหายจากการทำเหมือง ส่วนในพื้นที่อนุรักษ์อีก 43 ไร่ พื้นที่จะเอียงเข้าหาปากบ่อเหมืองซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง เนื่องจากการพังทลายของหน้าดิน จึงต้องมีการปิดหน้าดินและทำการค้ำยันไว้ แต่ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแม่เมาะอาจไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้หากมีการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว จึงต้องประสานกับทางกรมศิลปากรก่อนว่าจะสามารถเข้าไปในพื้นที่อนุรักษ์ได้หรือไม่
ทั้งนี้จากการที่ต้องอนุรักษ์พื้นที่สุสานหอยขมในบริเวณดังกล่าว จะส่งผลให้การขุดถ่านหินจากเหมืองแห่งนี้ดำเนินการได้อีกประมาณ 20 ปีเท่านั้น.
๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และกฟผ.ได้ยื่นขออุทธรณ์ต่อศาลปกครองกลาง ส่งผลให้การคุ้มครองซากฟอสซิล ยังไม่ดำเนินการใดๆ จนกว่าคดีจะสิ้นสุดนั้น
๑๗ กันยายน ๒๕๕๐ แนวร่วมทั้งหมดหารือร่วมกันในการเข้ามาจัดการ อาจจะทำแนวรั้วกันพื้นที่ จัดการให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อาจจะมีการบริหารจัดการให้มีอาคารสถานที่ศึกษาเรียนรู้เรื่องประวัติของหอย รวมทั้งซากดึกดำบรรพ์อื่นๆ ที่พบในพื้นที่สุสานหอยแห่งนี้ด้วย
นายลือชาย ยารังษี รักษาการนายกสมาคมองค์กรสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น เปิดเผยว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ สถานที่สุสานหอยดึกดำบรรพ์อายุกว่า 13 ล้านปี อาจจะยกฐานะเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ โดยใช้เงินงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งอบต.แม่เมาะและอบจ.ลำปาง จากที่กรมทรัพยากรธรณีจัดเตรียมงบประมาณไว้แล้ว 200 ล้านบาท
โดยจะให้นักวิชาการภาควิชาธรณีวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าไปศึกษาวิจัย ก่อนจะเสนอให้รัฐบาลให้ทราบต่อไป จะเป็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในระดับชาติได้ แต่ต้องหารือกับทุกหน่วยงาน และทุกองค์กรต้องมาประชุมหาทางออกร่วมกันอีกครั้ง
17 ธันวาคม 2550 ได้มีการรวบรวมข้อมูลและเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะชนและรณรงค์ให้กลุ่มภาคประชาสังคมทั้งในและนอกจังหวัดลำปางได้เข้ามาร่วมกันอนุรักษ์ซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ 13 ล้านปี พร้อมกับร้องขอไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดนายวสันต์ พานิช อนุกรรมการด้านสิทธิ์มนุษยชนด้านทรัพยากรน้ำและแร่ เข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2548 โดยได้พบว่ามีการทำลายซากหอยขม อายุ 13 ล้านปีไปอย่างน่าเสียดายโดยที่ยังไม่ได้ทำการศึกษาความเป็นมาที่ไม่เคยพบเห็นที่ใหนมาก่อนในโลก
กรมทรัพยากรธรณี ให้ความเห็นว่าควรอนุรักษ์ถึง 43 ไร่ เพราะเป็นหนึ่งสามของโลก ที่มีความหนาเกิน 10 เมตร เป็นหอยน้ำจืดที่หนาที่สุในโลก พบแผ่กระจายกว้างและมีปริมาณมากเป็นที่น่าอัศจรรย์ การสะสมตัวเป็นชั้นหนาของหอยเพียงสกุลเดียวเป็นเหตุการณ์พิเศษและหาได้ยากมากในโลกการสะสมตัวหนาที่สุดในโลกของหอยแม่เมาะ เป็นที่สนใจของนักวิชาการทั่วโลก หากอนุรักษ์ทำให้การศึกษาวิทยาศาสตร์ของไทยและทั่วโลกมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น.
6 เมษายน ๒๕๕๑ นักธรณีวิทยาไทยพบซากฟอสซิลไพรเมตจมูกเปียกวงศ์ศิวะอะเดปิดขนาดเล็กที่สุดในโลกที่เหมืองถ่านหินแม่เมาะ มีน้ำหนักเพียง 5 ขีด สร้างสถิติพบครั้งแรกในไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โยงความสัมพันธ์เป็นบรรพบุรุษของลิงลมในเกาะมาดากัสการ์ ทวีปแอฟริกา และการค้นพบไพรเมตรชนิดนี้ ส่งผลให้เกิดความคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์และแหล่งซากดึกดำบรรพ์จนเกิดเป็น “พระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ.2551” ที่จะมีผลบังคับใช้ในต้นเดือนสิงหาคมนี้
ดร.เยาวลักษณ์ ชัยมณี นักธรณีวิทยา 8 สำนักวิจัยซากดึกดำบรรพ์ และพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ก.พ.51 ว่า ทีมสำรวจของเธอค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์กลุ่มไพรเมตจมูกเปียก หรือสเตรปสิรีน วงศ์ศิวะอะเดปิดที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ณ เหมืองถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง ดร.เยาวลักษณ์เผยว่า ซากดึกดำบรรพ์ที่พบประกอบด้วยกรามล่างจำนวน 4 กราม จุดสำคัญคือการค้นพบฟันกรามน้อยหนึ่งซี่ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าฟันกรามน้อยของไพรเมตกลุ่มอื่นๆ อันเป็นลักษณะเฉพาะของวงศ์ศิวะอะเดปิด โดยตั้งชื่อว่า สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส (Siamoadapis Maemohensis ) ซึ่งหมายถึงไพรเมตวงศ์ศิวะอะเดปิดชื่อ "สยาม" ขุดพบที่เหมืองแม่เหมาะ นักธรณีวิทยาชี้ว่า ทั่วไปแล้ว ฟอสซิลของไพรเมตวงศ์ศิวะอะเดปิดจะค้นพบได้เฉพาะทวีปเอเชียเท่านั้น โดยพบครั้งแรกในประเทศอินเดียจึงตั้งชื่อตามพระนามของพระศิวะ ไพรเมตชนิดนี้มีชีวิตอยู่ในยุคอีโอซีนเมื่อ 40 ล้านปีก่อน ต่อมามีการค้นพบไพรเมตวงศ์ศิวะอะปิดในประเทศอื่นๆ ด้วย เช่น จีน ปากีสถาน พม่า และไทย แต่ไพรเมตวงศ์ศิวะอะเดปิดที่เคยพบทั้งหมดจะมีน้ำหนักตัวมากถึง 1 -2 กก.ขึ้นไป ขณะที่ซากฟอสซิลของไพรเมตจมูกเปียกวงศ์ศิวะอะเดปิด ที่ค้นพบล่าสุดจะมีน้ำหนักเพียงประมาณ 500-700 กรัม มีอายุอยู่เมื่อประมาณ 13 ล้านปีก่อนหรือตอนกลางของยุคไมโอซีนเมื่อ 8 ล้านปีที่แล้ว ถือเป็นการค้นพบครั้งแรกของประเทศไทยและของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดร.เยาวลักษณ์ อธิบายว่า การศึกษาเปรียบเทียบลักษณะและขนาดของกรามและฟันซึ่งเป็นจุดสำคัญในการจำแนกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมระหว่าง สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส กับไพรเมตวงศ์อื่นๆ พบว่า สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส มีลักษณะใกล้เคียงกับลิงลม (lemurs) มีหางยาวไว้เกาะต้นไม้ และมีวิวัฒนาการน้อยซึ่งพบเฉพาะเกาะมาดากัสการ์ ทวีปแอฟริกา ลำตัวของ สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส มีความยาว 15 ซม.หรือเล็กกว่าลิงลมครึ่งหนึ่ง หากินตอนกลางคืน กินแมลง ใบไม้ และผลไม้เป็นอาหาร ไม่สามารถกัดกินอาหารแข็งๆ ได้
“การค้นพบ สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส จึงแสดงถึงความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย ที่ก่อนหน้านี้ที่เหมืองแม่เมาะก็มีการค้นพบฟอสซิลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมาแล้วหลากหลายชนิด เช่น หมาหมีที่มีการขุดค้นเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ถือเป็นครั้งแรกที่มีการพบฟอสซิลไพรเมตที่นี่ หากมีการสำรวจมากขึ้นก็เชื่อว่าจะทำให้เราได้ค้นพบซากสิ่งมีชีวิตโบราณอย่างหลากหลายมากขึ้นอีก” ดร.เยาวลักษณ์ ชี้ด้วยว่า ความสำคัญของการค้นพบยังอาจเป็นตัวชี้เบาะแสว่าทวีปเอเชียเคยเป็นแหล่งกำเนิดของสัตว์กลุ่มไพรเมตวงศ์ศิวะอะเดปิดมาก่อน ซึ่งปัจจุบันยังไม่อาจระบุถึงที่มาของลิงลมได้ แต่ก็ไม่อาจชี้ชัดไปได้ว่า สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส ซึ่งน่าจะเป็นบรรพบุรุษของลิงลมและลิงลมจะเคยอาศัยในทวีปเดียวกันมาก่อนหรือไม่ โดยทฤษฎีเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของทวีปก็เป็นเพียงทฤษฎีหนึ่ง และมีอีกหลายทฤษฎีที่มีความเป็นไปได้ อาทิ ทฤษฎีเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายอพยพ หรือแม้แต่ทฤษฎีการย้ายถิ่นแบบลอยแพที่เป็นเหตุบังเอิญ ทั้งนี้ ดร.เยาวลักษณ์และคณะตามโครงการความร่วมมือสำรวจศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไทย –ฝรั่งเศส ได้ค้นพบ สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส ณ เหมืองถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง เมื่อปี 2547 ที่ชั้นถ่านหินลิกไนต์ลึกลงไป 500 เมตร ก่อนจะใช้เวลาวิจัยจนเสร็จสิ้น ผลงานการค้นพบดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารฮิวแมนน์ อีโวลูชัน (Journal of Human Evolution) ฉบับที่ 54 หน้า 434 -443 ประจำเดือนมีนาคม 2551 ในชื่อรายงานว่า "การค้นพบไพรเมตวงศ์ศิวะอะเดปิดในยุคไมโอซีนกลางครั้งแรกในประเทศไทย" ( First middle Miocene sivaladapid primate from Thailand : อ่านบทคัดย่อ-Abstract ) สำหรับซากฟอสซิลของสยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส ถูกเก็บรักษาไว้ ณ กรมทรัพยากรธรณี ถ.พระรามหก กรุงเทพฯ ยังไม่มีแผนนำออกแสดงแก่สาธารณชน
แถลงข่าวไพรเมตสกุลใหม่ของโลกและพ.ร.บ.ซากดึกดำบรรพ์ฉบับใหม่
นายอภิชัย ชวเจริญพันธ์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ดร.วราวุธ สุธีธร ผอ.สำนักวิจัยซากดึกดำบรรพ์และพิพิธภัณฑ์ฯ และดร.เยาวลักษณ์ ชัยมณี นักธรณีวิทยา แถลงข่าวสื่อมวลชนร่วมกันถึงการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ.2551 และการค้นพบไพรเมตสกุลและชนิดใหม่ของโลกอายุ 13 ล้านปี เมื่อวันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551 ณ ห้องประชุมชั้น 1 ตึกเพชร เวลา 13.30 น. นายอภิชัย เปิดเผยว่า การค้นพบไพรเมตชนิดนี้เป็นผลการศึกษาวิจัย โดย ดร. เยาวลักษณ์ ชัยมณี นักธรณีวิทยา 8 สำนักวิจัยซากดึกดำบรรพ์และพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี และคณะ ตามโครงการร่วมมือสำรวจศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไทย-ฝรั่งเศส “จากการค้นพบชิ้นส่วนกรามล่างพร้อมฟัน จำนวน 4 กราม ที่นักธรณีวิทยาได้สำรวจพบในชั้นถ่านหิน บริเวณเหมืองถ่านหินแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เมื่อปี พ. ศ. 2547 เจ้าหน้าที่ได้การตรวจสอบจากตัวอย่างต้นแบบจากที่เคยสำรวจพบ และจากผลการศึกษาวิจัย พบว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกสัตว์ไพรเมตสกุลและชนิดใหม่ของโลก ให้ชื่อว่า สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส (Siamoadapis maemohensis) จัดอยู่ในจำพวกไพรเมตจมูกเปียก วงศ์ศิวะอะเดปิเด ซึ่งซากดึกดำบรรพ์ของวงศ์นี้พบเฉพาะในทวีปเอเชียเท่านั้น ได้แก่ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน สหภาพเมียนมาร์ อินเดีย ปากีสถาน และประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงเวลาอีโอซีน (40 ล้านปี) และสูญพันธุ์ในสมัยไมโอซีนตอนปลาย (8 ล้านปี) สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิสมีขนาดเล็กที่สุดในวงศ์ศิวะอะเดปิด มีน้ำหนักราว 500-700 กรัม จากขนาดตัวและลักษณะฟัน คาดว่าเป็นไพรเมตที่กินผลไม้ ใบไม้ และแมลงเป็นอาหาร” ดร.เยาวลักษณ์ กล่าว และการค้นพบไพรเมตรชนิดนี้ ส่งผลให้เกิดความคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์และแหล่งซากดึกดำบรรพ์จนเกิดเป็น “พระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ.2551” ที่จะมีผลบังคับใช้ในต้นเดือนสิงหาคมนี้ โดยนายอภิชัย กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่า ภายหลังประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว ผู้ใดที่มีซากดึกดำบรรพ์อยู่ในการครอบครอง จะต้องนำมาขึ้นทะเบียนให้กรมทรัพยากรธรณีทราบภายใน 1 ปี
วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น